เสียงเรียกร้องจากนักศึกษา! วอนลดค่าเทอม – หอพัก ช่วงโควิด-19

รัฐมนตรีอว. วอนให้มหาวิทยาลัยลดค่าเทอมนิสิต – นักศึกษา

ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นสถานการณ์ใหญ่ที่ตอนนี้ได้กระทบต่อการทำงานของบุคคลหลาย ๆ อาชีพ ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าแม่ค้า พนักงานบริษัท ข้าราชการ ฯลฯ ซึ่งแน่นอนเลยว่าปัญหานี้ก็ได้ลุกลามไปถึงนักเรียน – นักศึกษาด้วยเช่นกัน

เพราะเนื่องจากมีการแพร่ระบาดอย่างหนัก จึงทำให้นักเรียน – นักศึกษา ต้องใช้แนวทางการศึกษาแบบ ‘ออนไลน์’ ที่เกิดเป็นข้อเรียกร้องต่าง ๆ ว่าส่งผลให้เรียนไม่เข้าใจ หรือเข้าใจได้น้อยกว่าไปพบปะกับอาจารย์จริง ๆ แต่ถึงอย่างไรในเมื่อสถานการณ์ยังไม่สามารถคลี่คลายได้ ตัวนักเรียนและนักศึกษาทุกคน จึงต้องทำความเข้าใจและปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์จึงจะเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด

เสียงเรียกร้องจากนักศึกษา! วอนลดค่าเทอม - หอพัก ช่วงโควิด-19
เสียงเรียกร้องจากนักศึกษา! วอนลดค่าเทอม – หอพัก ช่วงโควิด-19

และด้วยการที่เด็ก ๆ ต้องเรียนออนไลน์ จึงทำให้ในช่วงนี้สามารถที่จะกลับไปอยู่ยังที่พักอาศัยหรือบ้านของตัวเองได้ แต่ทั้งนี้ทุก ๆ สถานศึกษาก็ยังคงให้เด็กจ่ายค่าเทอม รวมไปถึงค่าหอพักแบบเต็มจำนวนอยู่ ซึ่งแน่นอนเลยว่าขณะนี้ประเทศไทยมีระบบเศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วง จึงทำให้ผู้ปกครองบางท่านมีสถานะทางการเงินที่ค่อนข้างลำบาก เด็ก ๆ จึงขอความเห็นใจจากผู้ใหญ่ให้ลดอัตราค่าเทอม – หอพัก ให้มีความสมเหตุสมผล

เมื่อเกิดร้องเรียนขึ้นนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ก็ได้มีการเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยลดค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าหอพัก และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ให้กับนิสิต – นักศึกษาทั่วประเทศโดยเร็วที่สุด แต่จะลดในอัตราส่วนเท่าไหร่ก็ให้เป็นมติของทางมหาวิทยาลัยพิจารณาได้ตามความเหมาะสม แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้การสั่งการลงไป เพียงแค่เป็นการหารือ และให้คำแนะนำกับมหาวิทยาลัย โดยให้เหตุผลว่าในขณะนี้ผู้ปกครองบางท่านอาจจะกำลังตกงาน ว่างงาน หรือรายได้ลดน้อยลง จึงขอให้มหาวิทยาลัยช่วยบรรเทาความกังวลนี้ให้กับผู้ครองและนิสิตนักศึกษาด้วย

เสียงเรียกร้องจากนักศึกษา! วอนลดค่าเทอม - หอพัก ช่วงโควิด-19
เสียงเรียกร้องจากนักศึกษา! วอนลดค่าเทอม – หอพัก ช่วงโควิด-19

ซึ่งในปัจจุบันได้มีมหาวิทยาลัยอย่างน้อย 3 สถานศึกษาที่ได้นำปัญหานี้มาพิจารณา เพราะเล็งเห็นว่าการที่นิสิต – นักศึกษากังวลในเรื่องนี้ อาจส่งผลทำให้เกิดความเครียด และมีผลต่อการเรียนในอนาคตได้ จึงได้มีการประกาศลดค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายทั่วไป ซึ่ง 3 สถานศึกษาที่ว่า ได้แก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

  • มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ : ในขณะนี้ทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่กำลังเปิดเรียนในภาคฤดูร้อนอยู่ จึงได้ลดค่าธรรมเนียมการศึกษาภาคฤดูร้อนลงไป 2,250 บาท และลดค่าหอพักลง 10%
  • มหาวิทยาลัยสงขลาครินทร์ : ลดค่าเล่าเรียน 20% และลดค่าหอพัก 10%
  • มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ : ลดค่าธรรมเนียมการศึกษา 10% ทั้งในหลักสูตรธรรมดา และหลักสูตรนานาชาติ

ในส่วนของมหาวิทยาลัยและสถานศึกษาอื่น ๆ นั้น ขณะนี้อาจจะอยู่ในช่วงของการลงความเห็นหรือในช่วงของการพิจาราณาลดอัตราค่าเทอมและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ โดยเว็บไซต์ของเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานศึกษาต่าง ๆ คงจะรับทราบปัญหานี้ แล้วร่วมกันแก้ไขปัญหาที่เด็ก ๆ กำลังเจออย่างถูกวิธี เพื่อให้เด็ก ๆ ยังสามารถเล่าเรียนต่อไปได้ แบบไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายที่ไม่เพียงพอของผู้ปกครอง

ขอบคุณข้อมูลจาก : ไทยรัฐออนไลน์

ศธ. ยกเลิกผลคะแนน O-NET ประเมินครู – ผู้บริหาร ย้ำไม่มีผลต่อการเลื่อนตำแหน่ง

ศธ.ไม่ใช้ผลคะแนนโอเน็ต ประเมินครู – ผู้บริหาร

ก่อนหน้านี้การที่ครู รวมไปถึงบุคลากรทางการศึกษาจะสามารถเลื่อนตำแหน่ง หรือเลื่อนขั้นเงินเดือนได้นั้นจะต้องผ่านหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ตามที่ถูกกำหนดเอาไว้ โดยผลการสอบโอเน็ตของนักเรียนในแต่ละครั้งก็จะถูกนำมาเป็นหนึ่งในข้อพิจารณาเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้เกิดข้อร้องเรียนเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การจัดสรรวงเงินเลื่อนเงินเดือนข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งหนึ่งเข้าในที่ประชุม การกำหนดหลักเกณฑ์การจัดสรรวงเงินเลื่อนเงินเดือนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ครั้งที่ 1 (1 เมษายน 2564) โดยได้มีการนำเรื่องของสถานศึกษาที่ได้นำเอาผลการประเมินการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ O-NET มาเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งในการพิจารณาจัดสรรวงเงินเพิ่มเติมฯ ขณะเดียวกัน ในปีที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีนโยบายไม่บังคับสอบโอเน็ต แต่ผลโอเน็ตกลับมามีผลต่อการเลื่อนเงินเดือนครูและบุคลากรทางการศึกษา จึงทำให้เกิดข้อเรียกร้องว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม

ศธ. ยกเลิกผลคะแนน O-NET ประเมินครู – ผู้บริหาร ย้ำไม่มีผลต่อการเลื่อนตำแหน่ง
ศธ. ยกเลิกผลคะแนน O-NET ประเมินครู – ผู้บริหาร ย้ำไม่มีผลต่อการเลื่อนตำแหน่ง

จากประเด็นที่เกิดเป็นข้อร้องเรียนนี้ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้เปิดเผยว่า ตนได้สอบถามข้อร้องเรียนดังกล่าวไปยัง นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้ว และได้รับคำชี้แจงว่า สพฐ. มีหลักเกณฑ์กลางที่จะจัดสรรวงเงินฯ ที่เป็นมาตรฐานอยู่แล้ว อีกทั้งในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สพฐ. ก็ได้มีหนังสือด่วนที่สุด เรื่องซักซ้อมการเลื่อนเงินเดือนข้าราชการและเลื่อนขั้นค่าจ้างลูกจ้างประจำ ครั้งที่ 1 ไปถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาครบทุกเขต

โดยในส่วนของภารกิจหลักตามบริบทของสถานศึกษาไม่มีการใช้ผลคะแนนโอเน็ต ซึ่งข้อร้องเรียนที่เกิดขึ้นนั้น เกิดมาจากความเข้าใจผิดของ สพป.ปทุมธานี เขต 1 ซึ่ง สพฐ.ได้มีคำสั่งให้ทาง สพป.ปทุมธานี เขต 1 ดำเนินการแก้ไขปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ดังกล่าวใหม่เรียบร้อยแล้ว ข้อสรุปคือจะไม่มีการนำผลการทดสอบ โอเน็ต มาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาอีกต่อไป พร้อมยังย้ำอีกว่า ‘เมื่อเร็ว ๆ นี้ ตนได้หารือกับผู้บริหารสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) และมีความเห็นตรงกันว่า ไม่ควรนำผลการทดสอบโอเน็ต มาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือ นำมาเป็นผลในการพิจารณาความดีความชอบ ไม่นำมาเป็นตัวชี้วัดในการประเมิน เพื่อขอมีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนไม่มีผลในการพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้ายใด ๆ ทั้งสิ้น’

ข้อมูลจาก : ศธ. 360 องศา

พ่อแม่ควรรู้ เพศศึกษา ควรถูกสอนเริ่มต้นจากที่บ้าน

เมื่อเรามีการ Work From Home กันแล้ว ลูกหลานหลายคนก็คงต้องเรียนผ่านออนไลน์กันเป็นบางช่วง โดยเฉพาะช่วงที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส ดังนั้นอาจเป็นการดีที่จะต้องมีการเริ่มต้นสอนลูกหลาน เกี่ยวกับหลายๆเรื่อง

เพศศึกษา จำเป็นอย่างยิ่งในยุคสมัย 4G ที่ มี Content ทุกอย่างเพรียบพร้อม และสามารถ เข้าถึงได้จากอุปกรณ์ทุกประเภท ซึ่งอาจเป็นเรื่องสุ่มเสี่ยง แต่จำเป็นต้องสอนกันก่อนจากที่บ้าน

เพศศึกษาเริ่มต้นจาก พ่อแม่

เราเห็นเป้าหมายการศึกษาในปี 2564 ในการยกระดับ การศึกษาในเรื่องของภาษาต่างประเทศ กันซะส่วนใหญ่ แต่เรื่องเพศศึกษาเป็นสิ่งที่ทิ้งไม่ได้เลย เพราะเป็นเรื่องที่อันตรายหากเด็กๆ ไม่รู้

ในต่างประเทศ การสอนเพศศึกษากับเด็กเล็กไม่ใช่อย่างเดียวเท่านั้น แม้แต่เรื่องพนัน ยังมีการสอนกันในวงกว้างเลยทีเดียว

สิ่งที่สามารถเริ่มต้นได้นั้นมาจากพ่อแม่ ที่ต้องสื่อสารให้เด็กๆ เข้าใจ และรู้ถึงความสงสัย และความต้องการของเด็กในวัยที่สามารถเริ่มต้นสอนได้

เพราะเด็กนั้นลอกเลียนแบบผู้ใหญ่เสมอ โดยการสังเกตพฤติกรรมของผู้ใหญ่ โดยเป็นการทำซ้ำ ของผู้ใหญ่ แต่อยู่ในร่างของเด็กเล็กนั่นเอง

ยกตัวอย่างเช่น พ่อแม่ที่น้ำหนักเกิน เป็นโรคอ้วน ลูกที่บ้าน ก็มักจะเป็นโรคอ้วนเช่นเดียวกัน ดังนั้น การสอนเด็กเรื่องเพศศึกษา เป็นกระจกสะท้อนถึง ความรู้ และแม้แต่รสนิยมทางเพศ ของบ้านนั้นๆด้วย

จะสอนเพศศึกษาลูกอย่างไร?

การสอนเพศศึกษานั้นเป็นเรื่องที่ไม่ได้ยาก แต่ก็ไม่ง่ายที่จะเริ่ม โดยเริ่มต้นที่ตัวเอง ต้องไม่เป็นตัวอย่างในเรื่องของ Sexual Harassment หรือการทารุณกรรมทางเพศ เช่น ต้องไม่ใช้กำลังกับผู้อื่น และคำพูด ประโยค ภาษาที่ใช้ ก็มีอิทธิพลมากด้วยเช่นกัน

เด็กหลายบ้านเติบโตมา และเริ่มเรียนรู้ ศัพท์ต่างๆ โดยเฉพาะศัพท์ในกลุ่มวัยรุ่นที่พูดคุยกันอย่างเช่น ไซด์ไลน์ , อาบอบนวด , ผู้หญิงหากิน, เกย์ , เลสเบี้ยน เชื่อว่า หลายบ้านเริ่มเจอคำถามเหล่านี้ จากเด็กๆในบ้าน เมื่อถึงวัยหนึ่ง

การจำกัดการเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ที่มีความน่ากลัว เกี่ยวกับ “perception” ของเด็กๆ เช่นการใช้ Google, Youtube, Facebook, และ Social Media ต่างๆ ควรต้องมีการ ใส่อายุของลูกตัวเองเอาไว้ใน Profile เพื่อให้ระบบเหล่านี้ ได้รู้ว่า การแสดง Content ที่เหมาะสมควรจะเป็นอย่างไร

โดยสรุป สำหรับการให้การศึกษากับเด็กๆที่บ้าน ควรเริ่มจากการจำกัดวง ของข้อมูล ไปตามวัย รวมถึงการระวังการปฎิบัติตัวในบ้าน คำพูด และอารมณ์ เพื่อให้เด็กที่เติบโตขึ้นมาไม่ใช้ความรุนแรง และได้รู้เรื่องเพศศึกษาได้ดีที่สุด

อ้างอิง: Theconversation.com

 

ศธ.ชง! ฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้ครูเป็นกลุ่มแรกก่อนเปิดเทอม

ชงครูรับวัคซีนโควิด-19 เป็นกลุ่มแรก ย้ำลดความเสี่ยงต่อนักเรียน

ในตอนนี้แม้ว่าสถานการณ์โควิด-19 ยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่น่าเป็นห่วงอยู่ แต่ด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ทั้งการเดินทาง การทำงาน การใช้ชีวิต ก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป เพียงแค่การดำเนินในครั้งนี้จะต้องอยู่ในมาตรการที่ทาง ศบค.วางเอาไว้ เพื่อให้เชื้อโรคที่กำลังระบาดอยู่เริ่มคลี่คลายไปได้

เช่นเดียวกับสถานศึกษาที่นักเรียนทุกคนก็ยังคงต้องได้รับการเรียนรู้เช่นเดิม เพียงแค่การเปิดเทอมในครั้งนี้อาจจะไม่เหมือนกับครั้งก่อน ๆ เพราะนักเรียนส่วนใหญ่จะต้องเรียนรู้ผ่านช่องทางออนไลน์ แต่ก็มีนักเรียนบางส่วน (โรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่สีแดง) ก็อาจจะได้เดินทางไปเรียนที่โรงเรียนตามปกติ

ศธ.ชง! ฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้ครูเป็นกลุ่มแรกก่อนเปิดเทอม
ศธ.ชง! ฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้ครูเป็นกลุ่มแรกก่อนเปิดเทอม

โดยเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้มีการเปิดเผยว่า ขณะนี้ที่ประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจศูนย์อำนวยการช่วยเหลือสถานศึกษาที่ประสบภัยพิบัติของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตามมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ได้มีการหารือเกี่ยวกับมาตรการการเปิดภาคเรียนที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2564 โดยได้มีการย้ำสถานศึกษาทุกแห่งให้เข้าไปกรอกข้อมูลบนเว็บไซต์ Thai Stop covid plus ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ทั้ง 44 ข้อ โดยด่วน เพื่อให้ระบบสามารถตรวจสอบข้อมูลต่าง ๆ ว่าเป็นไปตามมาตรการที่กำหนดหรือไม่ ซึ่งหากระบบประมวลผลพบข้อมูลของสถานศึกษาที่มีข้อมูลไม่ครบตามมาตรการ ก็ไม่สามารถที่จะอนุมัติเปิดภาคเรียนได้

ทั้งนี้ จึงขอให้ทุกสถานศึกษาเร่งกรอกข้อมูลให้ทันภายในวันที่ 30 เมษายน 2564 นี้ ขณะเดียวกันตัวบุคลากรทางการศึกษาภายในโรงเรียน รวมไปถึงนักเรียนแต่ละคนก็ต้องร่วมกันกรอกข้อมูลสุขภาพรายบุคคลด้วยเช่นกัน เพื่อทำการประเมินและตรวจสอบข้อมูลในเรื่องต่าง ๆ ก่อนการเปิดเทอม โดยการกรอกข้อมูลรายบุคคลจะสามารถกรอกได้ถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2564

ศธ.ชง! ฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้ครูเป็นกลุ่มแรกก่อนเปิดเทอม
ศธ.ชง! ฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้ครูเป็นกลุ่มแรกก่อนเปิดเทอม

นอกจากนี้เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ขณะนี้ทางที่ประชุมได้มีการเสนอให้ข้าราชการครู รวมไปถึงบุคลากรทางการศึกษาสัง สพฐ.ทุกคน ให้เข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เป็นกลุ่มแรก เนื่องจากคุณครูและบุคลากรจะต้องมีความใกล้ชิดกับนักเรียนเป็นจำนวนมาก อีกทั้ง ยังเสมือนเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครองว่าวิธีนี้จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19 ได้ดีในระดับหนึ่ง ทั้งยังการันตีอีกว่าโรงเรียนต่าง ๆ มีมาตรการความปลอดภัยด้านสุขภาพอย่างดีเยี่ยมแน่นอน โดยตอนนี้ก็ได้มีการเสนอมาตรการดังกล่าวให้ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ชุดเล็ก ได้พิจารณาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ที่สำคัญในที่ประชุมได้ยังได้มีการย้ำอีกว่าในช่วงระหว่างเปิดภาคเรียน ขอให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคน หลีกเลี่ยงการรวมกลุ่มเป็นจำนวนมาก หรือไปอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น เพราะไม่เช่นนั้นหากครูคนใดคนหนึ่งติดเชื้อขึ้นก็อาจจะส่งผลกระทบต่อการสอน ทั้งยังเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อไปสู่นักเรียนอีกด้วย  ดังนั้นขอความร่วมมือราชการครูให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามมาตรการของรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) อย่างอย่างเคร่งครัด

ข้อมูลจาก : เดลินิวส์

สพฐ. เตรียมพร้อมรับมือ ‘เปิดเทอม’ ย้ำรูปแบบการเรียนขึ้นอยู่กับแต่ละพื้นที่

เปิดเทอมภาคเรียนที่ 1/2564 รูปแบบการเรียนแตกต่างจากเดิม

ในขณะนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่ได้ส่งผลแค่กับคนวัยทำงานเพียงอย่างเดียว แต่สำหรับสถานศึกษา บุคลากร รวมไปถึงนักเรียน – นักศึกษา ก็กำลังได้รับผลกระทบในเรื่องนี้ไปแบบเต็ม ๆ และถึงแม้ว่าในขณะนี้จะได้มีการประกาศเรียนออนไลน์ (บางส่วน) และได้กำหนดเปิดเทอมปีการศึกษา 2564 เป็นที่เรียบร้อย แต่ทาง สพฐ.ก็ยังคงหวั่นเกรงกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ทั้งยังมีการซักซ้อมแนวปฏิบัติเพื่อรับมือกับการเปิดภาคเรียนใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้อีกด้วย

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) ได้กล่าวภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า หลังจากที่ได้ร่วมกันหารือถึงมาตรการเปิดภาคเรียนที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2564 และการเปิดรับสมัครนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4 นั้น ได้ข้อสรุป ดังนี้

เปิดภาคเรียนการศึกษา 2564/1 ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2564 ตามเดิม โดยได้มีการจัดการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์ ทั้งสิ้น 5 รูปแบบ ได้แก่ Online ,Onsite, Onair, On hand และ On demand อีกทั้งในขณะนี้ทาง สพฐ. ได้มีการแจ้งไปถึงสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ให้สำรวจอุปกรณ์การเรียนการสอนของนักเรียนแต่ละโรงเรียนว่ามีความพร้อมในด้านอุปกรณ์ที่จะใช้เรียนออนไลน์ตาม 5 รูปแบบข้างต้นหรือไม่ เช่น หากเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก (นักเรียนจำนวนไม่เยอะ) ก็อาจจะให้นักเรียนมาเรียนที่โรงเรียนตามเดิม เป็นต้น

เปิดเทอมภาคเรียนที่ 1/2564 รูปแบบการเรียนแตกต่างจากเดิม
เปิดเทอมภาคเรียนที่ 1/2564 รูปแบบการเรียนแตกต่างจากเดิม

ดังนั้น ในวันเปิดเรียนภาคเรียนที่ 1 ที่จะถึงในวันที่ 17 พฤษภาคม 25564 นี้ จะไม่ใช้การจัดการเรียนการสอนในรูปเดิมอีกต่อไป เพราะนักเรียนที่ศึกษาอยู่ในโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่ใช่พื้นที่สีแดง จะสามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างเต็มรูปแบบ แต่ทั้งนี้คงต้องขอความร่วมมือกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ให้เข้ามาช่วยดูแลมาตรการควบคุมโรคของนักเรียนในแต่ละชุมชนเพื่อความปลอดภัย

สำหรับการเปิดรับสมัครนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4 ได้มีการเลื่อนประกาศรับสมัครออกไป ดังนี้

ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

  • เปิดรับสมัครนักเรียนในวันที่ 24 – 28 เมษายน 2564
  • สอบ/คัดเลือกรอบความสามารถพิเศษ ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2564 – ประกาศผลสอบวันที่ 8 พฤษภาคม 2564
  • สอบคัดเลือก/เงื่อนไขพิเศษ วันที่ 8 พฤษภาคม 2564 – ประกาศผลสอบวันที่ 11 พฤษภาคม 2564
  • จับสลาก – ประกาศผลวันที่ 10 พฤษภาคม 2564
  • รายงานตัวพร้อมกันในวันที่ 12 พฤษภาคม 2564

ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

  • เปิดรับสมัครนักเรียนในวันที่ 24 – 28 เมษายน 2564
  • สอบคัดเลือก/เงื่อนไขพิเศษ วันที่ 9 พฤษภาคม 2564 – ประกาศผลสอบวันที่ 12 พฤษภาคม 2564
  • สอบ/คัดเลือกความสามารถพิเศษวันที่ 6 พฤษภาคม 2564 – ประกาศผลวันที่ 8 พฤษภาคม 2564
  • รายงานตัวพร้อมกันในวันที่ 13 พฤษภาคม 2564

ข้อมูลจาก :

ศบค.อนุมัติ! สทศ.จัดสอบ O-NET ย้อนหลังได้ ย้ำต้องมีมาตรการคุมเข้ม

สทศ.เตรียมจัดสอบโอ-เน็ตย้อนหลัง พร้อมเพิ่มมาตรการคุมเข้ม

จากในกรณีที่ทางสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทศ.ได้มีการยื่นเรื่องถึงนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการขอจัดการสอบย้อนหลังเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากมีนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี 6 บางส่วน ที่กระจายไปทั่วพื้นที่ 5 จังหวัดในประเทศ มีเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถเดินทางมาสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ O-NET ในวันดังกล่าวได้ อาทิ ประสบอุบัติเหตุ, มีอาการป่วย, ภัยพิบัติธรรมชาติ และโรคระบาด เป็นต้น

ส่งผลให้เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ได้ออกแถลงการณ์และกล่าวว่า ในขณะนี้ที่ประชุมได้รับฟังถึงข้อเสนอที่ทาง สทศ.ได้ยื่นแล้ว พร้อมกับอนุมัติให้มีการสอบเกิดขึ้นได้ แต่ทั้งนี้ขอความร่วมมือนักเรียน รวมไปถึงบุคลากรที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติตามมาตรการอย่างเข้มงวด

ศบค.อนุมัติ! สทศ.จัดสอบ O-NET ย้อนหลังได้ ย้ำต้องมีมาตรการคุมเข้ม
ศบค.อนุมัติ! สทศ.จัดสอบ O-NET ย้อนหลังได้ ย้ำต้องมีมาตรการคุมเข้ม

โดยการสอบเก็บตกครั้งนี้มีนักเรียนที่เข้าสอบจำนวน 100 กว่าคน สอบทั้งสิ้นจำนวน 5 วิชา มีสนามสอบ ได้แก่ กรุงเทพฯ, เชียงใหม่, ขอนแก่น, นครศรีธรรมราช และอุบลราชธานี ซึ่งทุกสนามสอบจะต้องมีมาตรการคุมเข้ม ดังนี้

  • จัดห้องให้มีผู้เข้าสอบห้องละไม่เกิน 20 คน แต่ละโต๊ะนั่งจะต้องตั้งห่างกันไม่น้อยกว่า 1 เมตร
  • ห้องสอบจะต้องมีอากาศถ่ายเทสะดวก ไม่ปิดอับ
  • จะต้องมีเจ้าหน้าที่สาธารณะสุขเข้าประจำทุกสนามสอบ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำการคัดกรองอย่างถูกวิธี และคอยอำนวยความสะดวกให้กับนักเรียน และบุคลากร
  • มีห้องฉุกเฉินเตรียมไว้เพื่อความสะดวก

ซึ่งจริง ๆ แล้วการสอบ O-NET ได้จัดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศเมื่อวันที่ 27 และ 29 มีนาคม 2564 ที่ผ่านมา โดยทางสทศ.ได้ดำเนินการจัดสอบสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ประจำปีการศึกษา 2563 มีจำนวนผู้เข้าสอบทั้งสิ้น 387,137 คน และมีสนามสอบทั้งหมด 395 แห่งทั่วประเทศ

สำหรับผลคะแนนการสอบ O-NET (รอบปกติ) จะประกาศในวันที่ 27 เมษายน 2564 ซึ่งทาง สทศ.ได้จัดทำวิดีทัศน์ประชาสัมพันธ์การนำเสนอผลสอบ O-NET ไปใช้ เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน เพื่อให้นักเรียนทราบถึงวิธีการดูใบรายงานผลคะแนนรายบุคคล ในส่วนของโรงเรียนทางสทศ.ได้อธิบายถึงใบรายงานผลการสอบ O-NET ระดับโรงเรียน ทั้งสิ้น 6 ฉบับ เพื่อให้ครูและผู้บริหาสถานศึกษา ได้ทราบถึงวิธีการพิจารณาใบรายงานผล และสามารถนำผลการสอบที่ได้ไปวางแผนจัดการเรียนการสอนในรายวิชาต่าง ๆ ให้ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้สทศ.ยังได้ขอความร่วมมือจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกสนามสอบ ให้ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การสอบผ่านพ้นไปได้ด้วยดี และขอให้นักเรียนทุกคนไม่ต้องกังวล ทั้งนี้ เพื่อเป็นการลดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 และเพื่อความปลอดภัยของทุกคนเอง

ข้อมูล : Khaosod

ศธ.ย้ำชัด! เปิดภาคเรียนใหม่ วันที่ 17 พฤษภาคม 2564 แน่นอน

แพลนตามเดิม! ศธ.ยืนยันเปิดภาคเรียนเดือน พ.ค. ตามเดิม

จากกรณีที่ได้มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 ระลอกใหม่นั้น หลายฝ่ายก็เกิดความกังวลว่าการแพร่ระบาดในครั้งนี้จะส่งผลต่อการเปิดภาคเรียนใหม่ของนักเรียนที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคมหรือไม่ เพราะจากปีที่แล้วที่ได้มีการเลื่อนการเปิดเทอมออกไป ก็ส่งผลทำให้เด็กเรียนไม่ทันเวลาและได้รับหลักสูตรการศึกษาไม่เต็มที่

จากกรณีนี้ส่งผลให้เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ ได้มีการเปิดเผยว่าขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้มีการประชุมร่วมกันถึงแนวทางการเตรียมความพร้อมในการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 โดยมีข้อสรุปว่า ยังคงกำหนดเปิดภาคเรียนใหม่ในวันที่ 17 พฤษภาคม 2564 ตามเดิม

ศธ.ย้ำชัด! เปิดภาคเรียนใหม่ วันที่ 17 พฤษภาคม 2564 แน่นอน
ศธ.ย้ำชัด! เปิดภาคเรียนใหม่ วันที่ 17 พฤษภาคม 2564 แน่นอน

แต่ทั้งนี้หากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ยังไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้น ก็คงจะต้องเสนอให้มีการเลื่อนเปิดเทอมไปเป็นวันที่ 1 มิถุนายน 2564 แทน ทั้งนี้ จะต้องขึ้นอยู่กับศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ให้มีการพิจารณาร่วมกันอีกครั้ง โดย ศธ.จะประเมินความเป็นจริงตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อหวังให้นักเรียน ครู และบุคลากรภายในโรงเรียนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

สำหรับการเปิดรับนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4 ทางศธ.ได้รับรายงานว่าโรงเรียนแต่ละแห่งได้มีการเปิดรับสมัครนักเรียนที่จะเข้าศึกษาผ่านทางระบบออนไลน์ ซึ่งกรณีนี้ไม่น่าจะมีปัญหาใด ๆ เกิดขึ้น แต่ในช่วงวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 ที่เป็นวันกำหนดสอบเข้าเรียนนั้น อาจจะต้องกำชับสถานศึกษาให้เข้มงวดและปฏิบัติตามมาตรการที่ได้วางไว้อย่างเคร่งครัด ที่สำคัญในวันที่ประกาศผลสอบและวันสอบสัมภาษณ์ ทางโรงเรียนจะต้องจัดแบ่งกลุ่มนักเรียน เพื่อเป็นการรักษาระยะห่าง งดการรวมตัว โดยจะเสนอให้ ศบค.พิจารณาต่อไป

ศธ.ย้ำชัด! เปิดภาคเรียนใหม่ วันที่ 17 พฤษภาคม 2564 แน่นอน
ศธ.ย้ำชัด! เปิดภาคเรียนใหม่ วันที่ 17 พฤษภาคม 2564 แน่นอน

สำหรับเรื่องการเรียนการสอนแบบออนไลน์นั้น ทาง รมว.ศธ. ได้มีการกำชับว่าการเรียนออนไลน์จะต้องมีประสิทธิภาพ โดยที่ผ่านมาก็มีการเรียนให้นักเรียนได้เรียนหลายรูปแบบ ทั้ง Online Onsite และ Onhand เพราะฉะนั้นผู้เรียนสามารถเลือกเรียนได้ตามความถนัดและเรียนได้ตามช่วงเวลาที่เหมาะสม หรือจะเลือกเรียนแบบผสมผสานกันก็ได้ สพฐ.ยังย้ำอีกว่าไม่ว่าสถานการณ์โควิด-19 จะเป็นอย่างไร แต่เด็กนักเรียนจะต้องได้เรียนแบบเต็มที่ไม่ต่างจากในห้องเรียน

ในส่วนของการสอบบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครู รวมไปถึงบุคลากรทางการศึกษา ในตำแหน่งครูผู้ช่วย ในสังกัดสพฐ.นั้น ทางศธ.ยอมรับว่าคงไม่สามารถได้ครูผู้สอนทันในวันเปิดภาคเรียนการศึกษาที่ 1 อย่างแน่นอน เนื่องจากสถานการณ์ในตอนนี้จึงทำให้ไม่สามารถประกาศจัดสอบได้ แต่หลังจากสถานการณ์เริ่มคลี่คลายแล้วทางสพฐ. จะประกาศการจัดสอบอีกครั้ง และมั่นใจว่าจะได้ครูผู้สอนในช่วงเปิดภาคเรียนที่ 2 ในราว ๆ เตือนตุลาคม 2564 อย่างแน่นอน

ข้อมูลจาก : เดลินิวส์

วิชาใหม่ ในหลักสูตร “ความเสี่ยงจากการพนัน” สอนในรัฐ แมรี่แลนด์

โรงเรียนมัธยมในสหรัฐอเมริกา เตรียมเปิดหลักสูตรสำหรับการพนัน

เป็นข่าวที่สร้างความฮือฮาไม่น้อยเมื่อโรงเรียนมัธยมของรัฐแมรี่แลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา อาจต้องปรับใช้หลักสูตรการเรียนการสอนที่เกี่ยวข้องกับการพนัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับร่างกฎหมายว่าจะผ่านสภานิติบัญญัติของรัฐหรือไม่

กระทรวงศึกษาธิการของรัฐแมรี่แลนด์พัฒนาโปรแกรมสำหรับโรงเรียนในท้องถิ่นเพื่อสอนนักเรียนมัธยมถึงอันตรายจากการพนัน ล่าสุดมีการออกกฎหมายกำหนดให้โรงเรียนของรัฐทุกแห่งให้ความรู้แก่นักเรียนเกี่ยวกับพิษภัยของการพนันในตารางเรียนของนักเรียนมัธยมปลาย และอาจรวมถึงชั้นเรียนอื่น ๆ

วุฒิสมาชิกรัฐ Bryan Simonaire เสนอร่างกฎหมายที่ชื่อว่า SB0243 (Senate Bill 0243) ในหัวข้อ “อันตรายจากการพนันและการเสพติด” โดยเขตการศึกษาในท้องถิ่นจะมีตัวเลือกในการใช้หลักสูตรการพนันที่มีอยู่หรือสร้างหลักสูตรขึ้นมาใหม่ จากมุมมองด้านนโยบายของรัฐบาล รัฐได้รับเงินจากการพนันที่สามารถนำไปใช้เพื่อช่วยเหลือลำดับความสำคัญอื่น ๆ ในรัฐของเราได้ แต่ยังทำให้ประชาชนจำนวนมากกลายเป็นผู้ติดการพนันซึ่งจะสร้างปัญหาอื่น ๆ ให้กับรัฐ

นาย Simonaire ยังกล่าวด้วยว่า มีคนจำนวนมากโต้แย้งถึงความจำเป็นในการศึกษาที่เกี่ยวกับความเสี่ยงของการพนัน แต่จากการศึกษาพบว่าคนอายุ 18-34 มีความเสี่ยงสูงสุดของการติดการพนันซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะการเล่นพนันตั้งแต่ตอนวัยรุ่น กฎหมายของรัฐแมรี่แลนด์เกี่ยวกับการพนันกำหนดให้คาสิโนต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายปี 425 เหรียญต่อเครื่องสล็อตและ 500 เหรียญต่อเกมบนโต๊ะซึ่งเงินดังกล่าวนี้จะถูกนำไปสร้างเป็นหลักสูตรเพื่อสอนในระดับสูง

เมื่อปีที่แล้ว Simonaire ได้เสนอร่างกฎหมายที่คล้ายกันนี้และเกือบจะมีมติเป็นเอกฉันท์โดยวุฒิสภา แต่ไม่ได้รับการลงคะแนนในสภาผู้แทนเนื่องจากการสิ้นสุดในช่วงต้นของการประชุมกฎหมายท่ามกลางการแพร่ระบาดของ COVID-19

อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่ามีหลายฝ่ายไม่เห็นด้วยกับหลักสูตรนี้ โดยเหตุผลว่ารัฐไม่ควรกำหนดข้อกำหนดหลักสูตรในระบบโรงเรียนเพราะว่าคณะกรรมการการศึกษาท้องถิ่นได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนชุมชนของตน และมีความพร้อมที่สุดในการตัดสินใจหลักสูตรสำหรับนักเรียนในเขตของตนเอง โดยคณะกรรมการโรงเรียนเมืองบัลติมอร์และระบบโรงเรียนสาธารณะของ Anne Arundel County แต่ละคนมีโฆษกเป็นพยานคัดค้านร่างกฎหมายเมื่อปีที่แล้ว

หากย้อนกลับไปในอดีตรัฐแมรี่แลนด์มีประวัติศาสตร์อันยาวนานเกี่ยวกับการพนันได้แก่การแข่งม้าที่เป็นค่านิยมท้องถิ่นอันเก่าแก่ซึ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1870 และกลายเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายในรัฐแมรี่แลนด์

มีการกำหนดกฎระเบียบของการพนันรูปแบบใหม่ในทศวรรษที่ผ่านมา อาทิ ลอตเตอรี่ของรัฐได้รับการอนุมัติในปี 1972 และคาสิโนในอย่างเช่น บาคาร่าออนไลน์, โป๊กเกอร์, สล็อต, รูเล็ต ในปี 2008

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในรัฐแมรี่แลนด์อนุมัติการพนันกีฬาที่ถูกต้องตามกฎหมายในการลงคะแนนเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2020 โดยมีนัยว่ารายได้ของรัฐบาลไปสู่การศึกษาอยู่แล้ว

Simonaire บอกกับ Capital News Service ว่าเขาหวังให้ร่างกฎหมายของเขาได้รับการโหวตในวุฒิสภาภายในสิ้นเดือนมกราคม เพื่อท้ายที่สุดแล้วจะถูกนำไปเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนในปีการศึกษา 2565-2566 ต่อไป

ที่มา : wtop.com

 

 

โรงเรียนบ้านท่าข้าม ผุดไอเดีย ‘ชุมชนนักคิด พิชิตขยะ’

‘ชุมชนนักคิด พิชิตขยะ’ โปรเจ็กต์ใหม่ของนักเรียนประถม

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่โรงเรียนบ้านท่าข้าม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ตรัง เขต 1 ได้มีการจัดโครงการ ‘การพัฒนาทักษะการคิดเชิงคำนวณ ผ่านการบูรณาการความรู้จากห้องเรียนสู่ชุมชน’ โดยทางโรงเรียนบ้านท่าข้าม ได้รับการคัดเลือกจากสำนักงานคณะกรรมการการซึกษาขั้นพื้นฐาน ให้เป็น 1 ใน 43 โรงเรียนจากทั่วประเทศ ที่ได้รัยการสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานในหัวข้อ ‘การพัฒนาทักษะการคิดเชิงคำนวณ ผ่านการบูรณาการความรู้จากห้องเรียนสู่ชุมชน’

ในการนี้ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่าข้าม นางสาวกิตติมา มุ่งวัฒนา ได้เล่าถึงวัตถุประสงค์ของโครงการว่า จัดทำขึ้นเพื่อเป็นการพัฒนาทักษะแนวคิดเชิงคำนวณของนักเรียนผ่านบริบทต่าง ๆ ของชุมชน และมีการนำเสนอผลงานพัฒนาทักษะแนวคิดของนักเรียน ที่ประกอบไปด้วย 7 ฐานกิจกรรม ได้แก่

  • กิจกรรมนำเสนอผลการแก้ปัญหาชุมชน ของนักเรียนระดับประถมศึกษา ที่ 1-3
  • กิจกรรมนำเสนอผลการแก้ปัญหาชุมชน ของนักเรียนระดับประถมศึกษา ที่ 4-6
  • กิจกรรมการพัฒนาทักษะความคิด ด้วย Plugged and Unplugged Coding
  • กิจกรรมบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย
  • กิจกรรมการสาธิตการแยกขยะ
  • กิจกรรมธนาคารขยะโรงเรียน
  • กิจกรรมขยะแปลงร่างเพิ่มมูลค่า
‘ชุมชนนักคิด พิชิตขยะ’ โปรเจ็กต์ใหม่ของนักเรียนประถม
‘ชุมชนนักคิด พิชิตขยะ’ โปรเจ็กต์ใหม่ของนักเรียนประถม

และจากข้อเสนอของโครงการ โรงเรียนบ้านท่าข้ามก็ได้นำเสนอและจัดแสดงผลงานการดำเนินงานในโครงการ ในรูปแบบของ “ชุมชนนักคิด พิชิตขยะ” ตอน “คิด ย่อย แยก แรก ผลิบาน” โดยมีที่มาของชุมชนนักคิด คือ การจัดการเรียนการสอนเพื่อฝึกทักษะการคิดแบบมีเหตุผล และเป็นขั้นตอน หรือ Coding ซึ่งจริง ๆ แล้วการสอน Coding ในที่นี้ ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้นักเรียนทุกคนเขียนโปรแกรมได้ หรือให้นักเรียนไปประกอบอาชีพเป็นนักพัฒนาระบบ (Programmer) แต่ Coding เป็นเหมือนการสอน และการพัฒนาทักษะกระบวนความคิดของนักเรียนให้รู้จักวิเคราะห์ แยกแยะ แก้ปัญหา และตัดสินใจในสิ่งต่าง ๆ แบบเป็นขั้นเป็นตอนที่มาพร้อมกับเหตุผล

ด้วยเหตุผลนี้โรงเรียนท่าข้ามจึงได้จัดการอบรมเชิงปฏิบัติเพื่อเป็นการพัฒนาทักษะแนวคิดเชิงคำนวณอย่างต่อเนื่อง ให้กับนักเรียนทุกระดับชั้น ได้แก่ โครงการ English & Coding at School, การสอน Coding ให้กับนักเรียน ทั้งแบบ Unplugged และแบบ Plugged รวมถึงการอบรมนักเรียนแกนนำด้าน Coding ให้กับนักเรียนชั้น ป.6 เพื่อเป็นแกนนำให้กับน้อง ๆ ในการทำโครงการ

‘ชุมชนนักคิด พิชิตขยะ’ โปรเจ็กต์ใหม่ของนักเรียนประถม
‘ชุมชนนักคิด พิชิตขยะ’ โปรเจ็กต์ใหม่ของนักเรียนประถม

ในส่วนของการ ‘พิชิตขยะ’ ในขั้นตอนของการสำรวจเพื่อแก้ปัญหาในชุมชน นักเรียนสรุปได้ว่า ขยะเป็นปัญหาอันดับ 1 ในชุมชนที่พวกเขาอาศัยอยู่ ดังนั้น ทักษะการคิดในขั้นต่อมาคือ การย่อยปัญหา หรือการแยกปัญหาให้ออกเป็นประเด็นต่าง ๆ เพื่อร่วมกันหาทางแก้ไข พร้อมทั้งลงมือปฏิบัติจริง

โดยโครงการนี้ถือเป็นโครงการที่สามารถนำผลวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งต้องนำเอางานวิจัยต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศมาเป็นแนวทางในการดำเนินโครงการ ส่วนใหญ่จะเน้นในเรื่อง Computational Thinking การจัดการเรียนการสอนแบบสหวิทยาการ ที่จะเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ รวมไปถึงเน้นการจัดการเรียนเชิงบูรณาการภายนอกห้องเรียนอีกด้วย

ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ช่วยให้นักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาได้รู้จักคิด และรู้จักวิธีการแก้ปัญหา ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะหากโครงการเกิดผลสำเร็จ ก็จะช่วยให้ชุมชนของนักเรียนน่าอยู่มากขึ้นด้วยเช่นกัน

ข้อมูล : มติชน ออนไลน์

ปี 64 เป็นปีแห่งการยกระดับภาษาอังกฤษ เป้าหมายใหม่จาก สพฐ.

ทำไมเด็กไทยไม่เก่งภาษาอังกฤษ ?

เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา นายอัมพร พินะสา เลขธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้กล่าวถึงแนวทางในการขับเคลื่อนนโยบายการยกระดับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ว่าในปี 2564 นี้ ทางสำนักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีเป้าหมายจะยกระดับภาษาอังกฤษของข้าราชการ บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนในสังกัด สพฐ. โดยในส่วนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษานั้น ขณะนี้ สพฐ. ได้กำหนดสอบสมรรถนะไว้ว่า ครูผู้สอนทุกคนจะต้องมีพื้นฐานความรู้ในวิชาภาษาอังกฤษให้อยู่ในระดับ A รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานจะต้องมีความรู้ทางด้านภาษาอังกฤษในระดับ B ตามตัววัดของมาตรฐานสากล หรือ The Common European Framework of Reference for Languages (CEFR)

ปี 64 เป็นปีแห่งการยกระดับภาษาอังกฤษ เป้าหมายใหม่จาก สพฐ.
ปี 64 เป็นปีแห่งการยกระดับภาษาอังกฤษ เป้าหมายใหม่จาก สพฐ.

โดยขณะนี้ สพฐ.อยู่ในระหว่างการวางแผนให้ครูมีสมรรถนะความรู้ด้านภาษาอังกฤษ เพื่อให้เข้ารับการพัฒนาหลักสูตรผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งจะมีกระบวนการทดสอบสมรรถนะให้แก่ข้าราชการครู ที่สำคัญยังได้นำภาษาอังกฤษมาเป็นตัวกำหนดและค่าคะแนนที่ให้ครูใช้เพื่อเลื่อนวิทยฐานะ เพื่อเป็นการกระตุ้นการเรียนรู้ทางด้านภาษาให้กับครูมากขึ้น ดังนั้น คุณครูทุกคนจำเป็นจะต้องมีทักษะทางด้านภาษาอังกฤษที่เข้มข้นขึ้น

นอกจากนี้ เลขาฯ กพฐ. ยังได้กล่าวอีกว่า “ส่วนตัวผู้เรียนจะเริ่มฝึกการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ ตั้งแต่ระดับปฐมวัยด้วยการสื่อสารภาษาคำศัพท์ที่เข้าใจง่าย เพราะต้องยอมรับว่าโลกยุคนี้คงไม่สามารถเรียนรู้ภาษาไทยได้เพียงภาษาเดียวแล้ว ดังนั้น ครูผู้สอนจะต้องส่งเสริมการสื่อสารภาษาอังกฤษในโรงเรียนให้มากขึ้น ซึ่งผมจะกำหนดให้โรงเรียนขับเคลื่อนการสื่อสารภาษาอังกฤษในโรงเรียนอย่างเข้มข้น อีกทั้งครูผู้สอนจะต้องสอดแทรกภาษาอังกฤษในทุกกลุ่มการเรียนรู้วิชาหลักด้วย”

อุปสรรคของเด็กไทยที่มีต่อภาษาอังกฤษ

ประเด็นนี้ได้ถูกอ้างอิงมาจากบทความ ‘ไขความลับ คนไทยทำไมไม่เก่งภาษา’ จากเว็บไซต์มติชนออนไลน์ ที่ได้ทำการสำรวจปัจจัยต่าง ๆ ว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ภาษาอังกฤษของคนไทยยังอยู่กับที่ เพราะถึงแม้ว่าระยะเวลาการเรียนรู้ภาษาอังกฤษจะเริ่มขึ้นตั้งแต่ในระดับประอนุบาล ประถม มัธยม รวมไปถึงมหาวิทยาลัย ระยะเวลาทั้งสิ้น 10 กว่าปี อีกทั้ง ยังมีการส่งบุตรหลานไปเรียนเสริมแต่ก็ยังไม่ได้ผลลัพธ์เท่าที่ควร ซึ่งปัญหาที่พบเจอบ่อย มีดังนี้

ไม่รู้คำศัพท์

  • การไม่รู้คำศัพท์ในทีนี้ หมายถึงคัพท์ที่เอาไว้ใช้งานได้จริง เพราะถึงแม้ว่าเด็กไทยจะผ่านการท้องตำคำศัพท์มาบ่อยครั้ง แต่ก็เกิดจากการท่องให้พอสอบผ่านโดยไม่ได้คำนึงถึงการใช้ประโยชน์ในชีวิตจริง ซึ่งเมื่อเด็กไม่ได้เอาศัพท์มาใช้ในชีวิตจริง ก็ทำให้คำศัพท์ที่จำไปก็เปล่าประโยชน์
ปี 64 เป็นปีแห่งการยกระดับภาษาอังกฤษ เป้าหมายใหม่จาก สพฐ.
ปี 64 เป็นปีแห่งการยกระดับภาษาอังกฤษ เป้าหมายใหม่จาก สพฐ.

ไม่มีโอกาสได้ใช้จริง

  • หากมองในแง่ความเป็นจริง ถึงแม้ว่าในประเทศไทยจะมีคำศัพท์หรือประโยคภาษาอังกฤษให้ได้ใช้ในชีวิตจริงอยู่บ้าง แต่นั่นก็ไม่ได้ใช้กันอย่างครอบคลุม จึงทำให้เด็กที่มีโอกาสได้เรียนภาษาอังกฤษแต่ไม่เคยพูดจริง ๆ ก็จะทำให้ติดขัดเมื่อต้องพูด และเกิดอาการเคอะเขินจนไม่กล้าพูด

ไม่ถนัดเรื่องไวยากรณ์

  • สำหรับแต่เด็กบางกลุ่มแม้จะเข้าใจไวยากรณ์มาเป็นอย่างดี แต่ไม่เข้าใจถึงบริบทหรือวัฒนธรรมในการใช้ภาษา ก็จะมักนำไปสู่การไม่เข้าใจแกรมม่า ซึ่งแม้ว่าจะสอบผ่านแต่เมื่อนานไปก็ลืมอยู่ดี

ซึ่งปัญหานี้นอกจากเด็กต้องเริ่มแก้จากตัวของตัวเองแล้ว ครู ผู้ปกครอง รวมไปถึงบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ก็มีความจำเป็นจะต้องช่วยกันปลูกฝังเด็ก ๆ ให้เข้าใจ และสามารถใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุดได้

ข้อมูลจาก : ไทยโพสต์