วิชาใหม่ ในหลักสูตร “ความเสี่ยงจากการพนัน” สอนในรัฐ แมรี่แลนด์

โรงเรียนมัธยมในสหรัฐอเมริกา เตรียมเปิดหลักสูตรสำหรับการพนัน

เป็นข่าวที่สร้างความฮือฮาไม่น้อยเมื่อโรงเรียนมัธยมของรัฐแมรี่แลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา อาจต้องปรับใช้หลักสูตรการเรียนการสอนที่เกี่ยวข้องกับการพนัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับร่างกฎหมายว่าจะผ่านสภานิติบัญญัติของรัฐหรือไม่

กระทรวงศึกษาธิการของรัฐแมรี่แลนด์พัฒนาโปรแกรมสำหรับโรงเรียนในท้องถิ่นเพื่อสอนนักเรียนมัธยมถึงอันตรายจากการพนัน ล่าสุดมีการออกกฎหมายกำหนดให้โรงเรียนของรัฐทุกแห่งให้ความรู้แก่นักเรียนเกี่ยวกับพิษภัยของการพนันในตารางเรียนของนักเรียนมัธยมปลาย และอาจรวมถึงชั้นเรียนอื่น ๆ

วุฒิสมาชิกรัฐ Bryan Simonaire เสนอร่างกฎหมายที่ชื่อว่า SB0243 (Senate Bill 0243) ในหัวข้อ “อันตรายจากการพนันและการเสพติด” โดยเขตการศึกษาในท้องถิ่นจะมีตัวเลือกในการใช้หลักสูตรการพนันที่มีอยู่หรือสร้างหลักสูตรขึ้นมาใหม่ จากมุมมองด้านนโยบายของรัฐบาล รัฐได้รับเงินจากการพนันที่สามารถนำไปใช้เพื่อช่วยเหลือลำดับความสำคัญอื่น ๆ ในรัฐของเราได้ แต่ยังทำให้ประชาชนจำนวนมากกลายเป็นผู้ติดการพนันซึ่งจะสร้างปัญหาอื่น ๆ ให้กับรัฐ

นาย Simonaire ยังกล่าวด้วยว่า มีคนจำนวนมากโต้แย้งถึงความจำเป็นในการศึกษาที่เกี่ยวกับความเสี่ยงของการพนัน แต่จากการศึกษาพบว่าคนอายุ 18-34 มีความเสี่ยงสูงสุดของการติดการพนันซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะการเล่นพนันตั้งแต่ตอนวัยรุ่น กฎหมายของรัฐแมรี่แลนด์เกี่ยวกับการพนันกำหนดให้คาสิโนต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายปี 425 เหรียญต่อเครื่องสล็อตและ 500 เหรียญต่อเกมบนโต๊ะซึ่งเงินดังกล่าวนี้จะถูกนำไปสร้างเป็นหลักสูตรเพื่อสอนในระดับสูง

เมื่อปีที่แล้ว Simonaire ได้เสนอร่างกฎหมายที่คล้ายกันนี้และเกือบจะมีมติเป็นเอกฉันท์โดยวุฒิสภา แต่ไม่ได้รับการลงคะแนนในสภาผู้แทนเนื่องจากการสิ้นสุดในช่วงต้นของการประชุมกฎหมายท่ามกลางการแพร่ระบาดของ COVID-19

อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่ามีหลายฝ่ายไม่เห็นด้วยกับหลักสูตรนี้ โดยเหตุผลว่ารัฐไม่ควรกำหนดข้อกำหนดหลักสูตรในระบบโรงเรียนเพราะว่าคณะกรรมการการศึกษาท้องถิ่นได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนชุมชนของตน และมีความพร้อมที่สุดในการตัดสินใจหลักสูตรสำหรับนักเรียนในเขตของตนเอง โดยคณะกรรมการโรงเรียนเมืองบัลติมอร์และระบบโรงเรียนสาธารณะของ Anne Arundel County แต่ละคนมีโฆษกเป็นพยานคัดค้านร่างกฎหมายเมื่อปีที่แล้ว

หากย้อนกลับไปในอดีตรัฐแมรี่แลนด์มีประวัติศาสตร์อันยาวนานเกี่ยวกับการพนันได้แก่การแข่งม้าที่เป็นค่านิยมท้องถิ่นอันเก่าแก่ซึ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1870 และกลายเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายในรัฐแมรี่แลนด์

มีการกำหนดกฎระเบียบของการพนันรูปแบบใหม่ในทศวรรษที่ผ่านมา อาทิ ลอตเตอรี่ของรัฐได้รับการอนุมัติในปี 1972 และคาสิโนในอย่างเช่น บาคาร่าออนไลน์, โป๊กเกอร์, สล็อต, รูเล็ต ในปี 2008

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในรัฐแมรี่แลนด์อนุมัติการพนันกีฬาที่ถูกต้องตามกฎหมายในการลงคะแนนเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2020 โดยมีนัยว่ารายได้ของรัฐบาลไปสู่การศึกษาอยู่แล้ว

Simonaire บอกกับ Capital News Service ว่าเขาหวังให้ร่างกฎหมายของเขาได้รับการโหวตในวุฒิสภาภายในสิ้นเดือนมกราคม เพื่อท้ายที่สุดแล้วจะถูกนำไปเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนในปีการศึกษา 2565-2566 ต่อไป

ที่มา : wtop.com

 

 

โรงเรียนบ้านท่าข้าม ผุดไอเดีย ‘ชุมชนนักคิด พิชิตขยะ’

‘ชุมชนนักคิด พิชิตขยะ’ โปรเจ็กต์ใหม่ของนักเรียนประถม

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่โรงเรียนบ้านท่าข้าม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ตรัง เขต 1 ได้มีการจัดโครงการ ‘การพัฒนาทักษะการคิดเชิงคำนวณ ผ่านการบูรณาการความรู้จากห้องเรียนสู่ชุมชน’ โดยทางโรงเรียนบ้านท่าข้าม ได้รับการคัดเลือกจากสำนักงานคณะกรรมการการซึกษาขั้นพื้นฐาน ให้เป็น 1 ใน 43 โรงเรียนจากทั่วประเทศ ที่ได้รัยการสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานในหัวข้อ ‘การพัฒนาทักษะการคิดเชิงคำนวณ ผ่านการบูรณาการความรู้จากห้องเรียนสู่ชุมชน’

ในการนี้ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่าข้าม นางสาวกิตติมา มุ่งวัฒนา ได้เล่าถึงวัตถุประสงค์ของโครงการว่า จัดทำขึ้นเพื่อเป็นการพัฒนาทักษะแนวคิดเชิงคำนวณของนักเรียนผ่านบริบทต่าง ๆ ของชุมชน และมีการนำเสนอผลงานพัฒนาทักษะแนวคิดของนักเรียน ที่ประกอบไปด้วย 7 ฐานกิจกรรม ได้แก่

  • กิจกรรมนำเสนอผลการแก้ปัญหาชุมชน ของนักเรียนระดับประถมศึกษา ที่ 1-3
  • กิจกรรมนำเสนอผลการแก้ปัญหาชุมชน ของนักเรียนระดับประถมศึกษา ที่ 4-6
  • กิจกรรมการพัฒนาทักษะความคิด ด้วย Plugged and Unplugged Coding
  • กิจกรรมบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย
  • กิจกรรมการสาธิตการแยกขยะ
  • กิจกรรมธนาคารขยะโรงเรียน
  • กิจกรรมขยะแปลงร่างเพิ่มมูลค่า
‘ชุมชนนักคิด พิชิตขยะ’ โปรเจ็กต์ใหม่ของนักเรียนประถม
‘ชุมชนนักคิด พิชิตขยะ’ โปรเจ็กต์ใหม่ของนักเรียนประถม

และจากข้อเสนอของโครงการ โรงเรียนบ้านท่าข้ามก็ได้นำเสนอและจัดแสดงผลงานการดำเนินงานในโครงการ ในรูปแบบของ “ชุมชนนักคิด พิชิตขยะ” ตอน “คิด ย่อย แยก แรก ผลิบาน” โดยมีที่มาของชุมชนนักคิด คือ การจัดการเรียนการสอนเพื่อฝึกทักษะการคิดแบบมีเหตุผล และเป็นขั้นตอน หรือ Coding ซึ่งจริง ๆ แล้วการสอน Coding ในที่นี้ ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้นักเรียนทุกคนเขียนโปรแกรมได้ หรือให้นักเรียนไปประกอบอาชีพเป็นนักพัฒนาระบบ (Programmer) แต่ Coding เป็นเหมือนการสอน และการพัฒนาทักษะกระบวนความคิดของนักเรียนให้รู้จักวิเคราะห์ แยกแยะ แก้ปัญหา และตัดสินใจในสิ่งต่าง ๆ แบบเป็นขั้นเป็นตอนที่มาพร้อมกับเหตุผล

ด้วยเหตุผลนี้โรงเรียนท่าข้ามจึงได้จัดการอบรมเชิงปฏิบัติเพื่อเป็นการพัฒนาทักษะแนวคิดเชิงคำนวณอย่างต่อเนื่อง ให้กับนักเรียนทุกระดับชั้น ได้แก่ โครงการ English & Coding at School, การสอน Coding ให้กับนักเรียน ทั้งแบบ Unplugged และแบบ Plugged รวมถึงการอบรมนักเรียนแกนนำด้าน Coding ให้กับนักเรียนชั้น ป.6 เพื่อเป็นแกนนำให้กับน้อง ๆ ในการทำโครงการ

‘ชุมชนนักคิด พิชิตขยะ’ โปรเจ็กต์ใหม่ของนักเรียนประถม
‘ชุมชนนักคิด พิชิตขยะ’ โปรเจ็กต์ใหม่ของนักเรียนประถม

ในส่วนของการ ‘พิชิตขยะ’ ในขั้นตอนของการสำรวจเพื่อแก้ปัญหาในชุมชน นักเรียนสรุปได้ว่า ขยะเป็นปัญหาอันดับ 1 ในชุมชนที่พวกเขาอาศัยอยู่ ดังนั้น ทักษะการคิดในขั้นต่อมาคือ การย่อยปัญหา หรือการแยกปัญหาให้ออกเป็นประเด็นต่าง ๆ เพื่อร่วมกันหาทางแก้ไข พร้อมทั้งลงมือปฏิบัติจริง

โดยโครงการนี้ถือเป็นโครงการที่สามารถนำผลวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งต้องนำเอางานวิจัยต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศมาเป็นแนวทางในการดำเนินโครงการ ส่วนใหญ่จะเน้นในเรื่อง Computational Thinking การจัดการเรียนการสอนแบบสหวิทยาการ ที่จะเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ รวมไปถึงเน้นการจัดการเรียนเชิงบูรณาการภายนอกห้องเรียนอีกด้วย

ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ช่วยให้นักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาได้รู้จักคิด และรู้จักวิธีการแก้ปัญหา ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะหากโครงการเกิดผลสำเร็จ ก็จะช่วยให้ชุมชนของนักเรียนน่าอยู่มากขึ้นด้วยเช่นกัน

ข้อมูล : มติชน ออนไลน์

ปี 64 เป็นปีแห่งการยกระดับภาษาอังกฤษ เป้าหมายใหม่จาก สพฐ.

ทำไมเด็กไทยไม่เก่งภาษาอังกฤษ ?

เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา นายอัมพร พินะสา เลขธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้กล่าวถึงแนวทางในการขับเคลื่อนนโยบายการยกระดับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ว่าในปี 2564 นี้ ทางสำนักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีเป้าหมายจะยกระดับภาษาอังกฤษของข้าราชการ บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนในสังกัด สพฐ. โดยในส่วนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษานั้น ขณะนี้ สพฐ. ได้กำหนดสอบสมรรถนะไว้ว่า ครูผู้สอนทุกคนจะต้องมีพื้นฐานความรู้ในวิชาภาษาอังกฤษให้อยู่ในระดับ A รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานจะต้องมีความรู้ทางด้านภาษาอังกฤษในระดับ B ตามตัววัดของมาตรฐานสากล หรือ The Common European Framework of Reference for Languages (CEFR)

ปี 64 เป็นปีแห่งการยกระดับภาษาอังกฤษ เป้าหมายใหม่จาก สพฐ.
ปี 64 เป็นปีแห่งการยกระดับภาษาอังกฤษ เป้าหมายใหม่จาก สพฐ.

โดยขณะนี้ สพฐ.อยู่ในระหว่างการวางแผนให้ครูมีสมรรถนะความรู้ด้านภาษาอังกฤษ เพื่อให้เข้ารับการพัฒนาหลักสูตรผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งจะมีกระบวนการทดสอบสมรรถนะให้แก่ข้าราชการครู ที่สำคัญยังได้นำภาษาอังกฤษมาเป็นตัวกำหนดและค่าคะแนนที่ให้ครูใช้เพื่อเลื่อนวิทยฐานะ เพื่อเป็นการกระตุ้นการเรียนรู้ทางด้านภาษาให้กับครูมากขึ้น ดังนั้น คุณครูทุกคนจำเป็นจะต้องมีทักษะทางด้านภาษาอังกฤษที่เข้มข้นขึ้น

นอกจากนี้ เลขาฯ กพฐ. ยังได้กล่าวอีกว่า “ส่วนตัวผู้เรียนจะเริ่มฝึกการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ ตั้งแต่ระดับปฐมวัยด้วยการสื่อสารภาษาคำศัพท์ที่เข้าใจง่าย เพราะต้องยอมรับว่าโลกยุคนี้คงไม่สามารถเรียนรู้ภาษาไทยได้เพียงภาษาเดียวแล้ว ดังนั้น ครูผู้สอนจะต้องส่งเสริมการสื่อสารภาษาอังกฤษในโรงเรียนให้มากขึ้น ซึ่งผมจะกำหนดให้โรงเรียนขับเคลื่อนการสื่อสารภาษาอังกฤษในโรงเรียนอย่างเข้มข้น อีกทั้งครูผู้สอนจะต้องสอดแทรกภาษาอังกฤษในทุกกลุ่มการเรียนรู้วิชาหลักด้วย”

อุปสรรคของเด็กไทยที่มีต่อภาษาอังกฤษ

ประเด็นนี้ได้ถูกอ้างอิงมาจากบทความ ‘ไขความลับ คนไทยทำไมไม่เก่งภาษา’ จากเว็บไซต์มติชนออนไลน์ ที่ได้ทำการสำรวจปัจจัยต่าง ๆ ว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ภาษาอังกฤษของคนไทยยังอยู่กับที่ เพราะถึงแม้ว่าระยะเวลาการเรียนรู้ภาษาอังกฤษจะเริ่มขึ้นตั้งแต่ในระดับประอนุบาล ประถม มัธยม รวมไปถึงมหาวิทยาลัย ระยะเวลาทั้งสิ้น 10 กว่าปี อีกทั้ง ยังมีการส่งบุตรหลานไปเรียนเสริมแต่ก็ยังไม่ได้ผลลัพธ์เท่าที่ควร ซึ่งปัญหาที่พบเจอบ่อย มีดังนี้

ไม่รู้คำศัพท์

  • การไม่รู้คำศัพท์ในทีนี้ หมายถึงคัพท์ที่เอาไว้ใช้งานได้จริง เพราะถึงแม้ว่าเด็กไทยจะผ่านการท้องตำคำศัพท์มาบ่อยครั้ง แต่ก็เกิดจากการท่องให้พอสอบผ่านโดยไม่ได้คำนึงถึงการใช้ประโยชน์ในชีวิตจริง ซึ่งเมื่อเด็กไม่ได้เอาศัพท์มาใช้ในชีวิตจริง ก็ทำให้คำศัพท์ที่จำไปก็เปล่าประโยชน์
ปี 64 เป็นปีแห่งการยกระดับภาษาอังกฤษ เป้าหมายใหม่จาก สพฐ.
ปี 64 เป็นปีแห่งการยกระดับภาษาอังกฤษ เป้าหมายใหม่จาก สพฐ.

ไม่มีโอกาสได้ใช้จริง

  • หากมองในแง่ความเป็นจริง ถึงแม้ว่าในประเทศไทยจะมีคำศัพท์หรือประโยคภาษาอังกฤษให้ได้ใช้ในชีวิตจริงอยู่บ้าง แต่นั่นก็ไม่ได้ใช้กันอย่างครอบคลุม จึงทำให้เด็กที่มีโอกาสได้เรียนภาษาอังกฤษแต่ไม่เคยพูดจริง ๆ ก็จะทำให้ติดขัดเมื่อต้องพูด และเกิดอาการเคอะเขินจนไม่กล้าพูด

ไม่ถนัดเรื่องไวยากรณ์

  • สำหรับแต่เด็กบางกลุ่มแม้จะเข้าใจไวยากรณ์มาเป็นอย่างดี แต่ไม่เข้าใจถึงบริบทหรือวัฒนธรรมในการใช้ภาษา ก็จะมักนำไปสู่การไม่เข้าใจแกรมม่า ซึ่งแม้ว่าจะสอบผ่านแต่เมื่อนานไปก็ลืมอยู่ดี

ซึ่งปัญหานี้นอกจากเด็กต้องเริ่มแก้จากตัวของตัวเองแล้ว ครู ผู้ปกครอง รวมไปถึงบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ก็มีความจำเป็นจะต้องช่วยกันปลูกฝังเด็ก ๆ ให้เข้าใจ และสามารถใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุดได้

ข้อมูลจาก : ไทยโพสต์

สกศ.ชี้! เรียนออนไลน์ ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันปรับตัวในระยะยาว

ครู นักเรียน และผู้ปกครอง ต้องรับมือกับการเรียนออนไลน์

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา นายอำนาจ วิชยานุวัติ เลขาธิการสภาการศึกษา หรือ เลขาฯสกศ. ได้กล่าวว่า ทางสกศ. ได้วิจัยรูปแบบการจัดการเรียนสำหรับนักเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้สร้างผลกระทบต่อทุกฝ่าย รวมไปถึงฝ่ายระบบการศึกษาก็ได้รับผลกระทบนี้มาตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม – ธันวาคม 2563

โดยจากการศึกษาก็พบว่ามีเรื่องทางการศึกษาที่น่าสนใจถึง 4 ประเด็นสำคัญ ที่ควรถอดบทเรียนและถ่ายทอดสู่สาธารณะเพื่อหาทางออกร่วมกันแบบตรงจุด โดยงานวิจัยในครั้งนี้ ซึ่งสามารถแบ่งประเด็นออกได้ ดังนี้

  1. ผู้บริหารโรงเรียนและครูผู้สอน คือกลไกสำคัญที่ต้องรู้จักการเลือกใช้รูปแบบการเรียนให้สอดคล้อง และมีความยืดหยุ่นตามความรุนแรงของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ให้สามารถผสมผสานกันได้ทุกรูปแบบการเรียนในห้องปกติ (Onsite) ในพื้นที่ที่ไม่มีการแพร่ระบาด และการสอนออนไลน์ (Online) คือการสอนผ่านโทรทัศน์ทางไกล (On Air) รวมไปถึงการเข้าเยี่ยมนักเรียนและกำกับใบงานให้นักเรียน เพื่อเป็นการต่อยอดองค์ความรู้ด้วยตัวเองระหว่างที่มีการแพร่ระบาด
สกศ.ชี้! เรียนออนไลน์ ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันปรับตัวในระยะยาว
สกศ.ชี้! เรียนออนไลน์ ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันปรับตัวในระยะยาว : www.77kaoded.com
  1. ครู ผู้ปกครอง และนักเรียน จะต้องร่วมกันปรับตัว เพื่อให้สามารถเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่องในสถานการณ์ที่ต้องเรียนออนไลน์ที่บ้าน และจะต้องกลับมาเรียนตามปกติ เมื่อสถานโควิด-19 เริ่มลดความรุนแรงลง ขณะที่กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่ครอบคลุมถึงการศึกษา จะต้องปรับปรุงทั้งระบบเพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และต้องเร่งจัดเตรียมงบประมาณ รวมไปถึงอุปกรณ์ให้แก่นักเรียนที่มีความเสี่ยงต่อการเสียโอกาสจากการเรียนทางไกล เพราะไม่มีอุปกรณ์ดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตที่เอื้ออำนวยต่อการเรียน ซึ่งควรใช้โอกาสนี้ในการเก็บข้อมูลเพื่อวางแผนการสนับสนุนเพิ่มเติมกับครอบครัวที่ผู้ปกครองไม่พร้อม
  2. ต้องสร้างการสื่อสารทำความเข้าใจให้ตรงกันถึงนโยบายและมาตรการสนับสนุนการเรียนรู้แก่บุตรหลายในสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น เพื่อให้ผู้ปกครองรับทราบแนวทางในการเรียนที่ชัดเจนของรัฐบาลในการจัดการเรียนการสอนให้ไม่ขาดตอน ซึ่งแนวทางเบื้องต้นอาจจะจัดทำคู่มือสำหรับการเรียนรู้ วิธีการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลเพื่อใช้สำหรับการเรียนออนไลน์
สกศ.ชี้! เรียนออนไลน์ ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันปรับตัวในระยะยาว
สกศ.ชี้! เรียนออนไลน์ ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันปรับตัวในระยะยาว
  1. ผู้บริหาร คณะครู รวมไปถึงผู้ปกครอง ต้องการให้รัฐบาลมีแผนเพื่อรองรับการจัดการเรียนรู้วิถีใหม่ (New Normal Learning) โดยต้องพร้อมประกาศใช้ได้อย่างทันการ ซึ่งทุกฝ่ายจะต้องมีความเข้าใจในระดับหนึ่งถึงการจัดการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ ทั้งการสั่งงานผ่านโซเชียลมีเดีย สื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ รวมไปถึงการพัฒนาแพลตฟอร์มให้เข้าถึงง่ายในทุกพื้นที่ เพื่อความเท่าเทียม และลดการเลื่อมล้ำทางการศึกษา

และถึงแม้ว่ายังไม่มีวิธีการจัดการที่ดีที่สุดแต่ทาง สกศ. จะเร่งปรับปรุงระบบการศึกษาและจัดการการเรียนรู้ให้มีความเหมาะสมในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบปัจจุบันมากที่สุด

ข้อมูลจาก : ครูบ้านนอก.คอม

สมศ. เร่งเดินหน้าประเมินออนไลน์ สถานศึกษาเห็นชอบเพราะไร้กังวลโควิด-19

สมศ. New Normal ประเมินออนไลน์แทนการตรวจเยี่ยมสถานศึกษา

เนื่องจากในขณะนี้ภายในประเทศยังคงมีการระบาดของเชื้อโควิด-19 อยู่ จึงทำให้สถานศึกษาหลายแห่งต้องกลับไปเรียนออนไลน์กันเช่นเดิม ทั้งนี้ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงต่อครู อาจารย์ นักเรียน และบุคลากรภายในโรงเรียน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ สมศ. ต้องเดินหน้าประเมินคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาแบบออนไลน์ด้วยเช่นกัน

ซึ่งทาง ดร.นันทา หงวนตัด รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ได้มีการเปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทางคณะกรรมการบริหาร สมศ. ได้มีมติเห็นชอบแนวทางการประเมินคุณภาพการศึกษาภายนอกสถานศึกษา ในระยะที่ 2 ให้มีการประเมินตรวจเยี่ยม หรือ Site Visit ที่เป็นการตรวจเยี่ยมตามความสมัครใจของสถานศึกษาต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีการลงไปประเมินที่สถานศึกษา ให้เป็นการประเมินตรวจเยี่ยมแบบออนไลน์ เนื่องจากทางคณะกรรมการบริหาร สมศ. มีความคิดเห็นว่าไม่ต้องการให้ผู้ประเมินเข้าไปรบกวนสถานศึกษา อีกทั้ง ยังมีความห่วงใยสถานศึกษาและผู้ประเมิน เกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในขณะนี้ด้วย

สมศ. เร่งเดินหน้าประเมินออนไลน์ สถานศึกษาเห็นชอบเพราะไร้กังวลโควิด-19
สมศ. เร่งเดินหน้าประเมินออนไลน์ สถานศึกษาเห็นชอบเพราะไร้กังวลโควิด-19

ดร.นันทา ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า คาดว่าการประเมินออนไลน์ในครั้งนี้ อาจจะมีกำหนดการเริ่มหลังจากวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2564 หรือราว ๆ ต้นเดือนมีนาคม 2564 เป็นต้นไป เพราะทาง สมศ. จะต้องทยอยแจ้งผลการประเมิน SAR ให้กับสถานศึกษาต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสถานศึกษาที่ส่งข้อมูลมาให้ทาง สมศ. พิจารณาและประเมินคุณภาพภายนอก ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2563 ซึ่ง สมศ. ได้ทำการประเมินผลงานการวิเคราะห์ SAR ของสถานศึกษาไปแล้ว จำนวนทั้งสิ้นกว่า 3,831 แห่ง

โดยจะแบ่งเป็นการศึกษาระดับปฐมวัย 1,482 แห่ง, ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2,070 แห่ง,ด้านการอาชีวศึกษา 199 แห่ง และวัตถุประสงค์พิเศษอีก 80 แห่ง ซึ่งสถานศึกษาเหล่านี้จะได้รับผลการประเมิน SAR ที่มีทั้งหมด 3 ระดับ คือ ดี พอใช้ และปรับปรุงแล้ว อย่างไรก็ตาม หากสถานศึกษาพอใจกับผลการประเมินที่ได้รับก็ไม่จำเป็นที่จะต้องให้ทาง สมศ.ไปประเมินตรวจเยี่ยม แต่หากสถานษึกษายังต้องการให้ผลการประเมินอยู่ในระดับที่ดีขึ้นอีก ก็สามารถแจ้งให้ สมศ. ประเมินตรวจเยี่ยมแบบออนไลน์เพิ่มเติมได้

นอกจากนี้ ดร.นันทา ยังได้กล่าวทิ้งท้ายไว้อีกด้วย “จากที่มีข่าวว่า สมศ. จะประเมินคุณภาพภายนอก ด้วยวิธีประเมินตรวจเยี่ยมด้วยระบบออนไลน์ สถานศึกษาต่าง ๆ ก็มีความสนใจ เพราะจริง ๆ แล้วสถานศึกษาเองก็ไม่ต้องการให้ สมศ. มาประเมินตรวจเยี่ยม เนื่องจากมีความกังวลในสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 สมศ.หวังว่าการประเมินออนไลน์จะทำให้ทุกฝ่ายสบายใจและหมดความกังวลมากขึ้น ที่สำคัญยังเข้ากับยุคNew Normal อีกด้วยด้วย”

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก : ครูอาชีพ ดอทคอม

สถิติใหม่ อายุ 11 เริ่มต้นเล่นพนันกันแล้ว

เยาวชนเริ่มเล่นการพนันค่าเฉลี่ยอายุน้อยลงเรื่อย ๆ

ข่าวการเล่นพนันในสถานศึกษา โรงเรียน มหาวิทยาลัย ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับสังคมอีกต่อไป เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่ายุคนี้เทคโนโลยีก้าวล้ำไปไกล การเข้าถึงเว็บไซต์พนันเป็นเรื่องง่ายขอแค่คุณมีมือถือ และมีเงินในบัญชีก็สามารถแทงพนันได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องบรรลุนิติภาวะ หรือมีหน้าที่การงานที่มั่นคงแต่อย่างใด

ในต่างประเทศล่าสุดพบว่ามีเด็กอายุ 11 ปี แทงพนันด้วยเงินจริง รวมถึงเล่นแอปพลิเคชั่นเกมส์ที่มีลักษณะคล้ายการพนันและที่สำคัญก็คือพ่อแม่ผู้ปกครองมีส่วนรู้เห็นโดยเป็นผู้สมัครหรือเปิดบัญชีให้ด้วยซ้ำ

ราว 40 เปอร์เซ็นของเด็กอายุระหว่าง 12 ถึง 17 ปี เล่นวิดีโอเกมและแอปฯ ที่ดูคล้ายเป็นการพนัน ตามผลวิจัยของหน่วยงาน (NSW) National Single Window (ระบบฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ เข้าด้วยกัน) ที่รับผิดชอบ ได้สำรวจจากเยาวชนจำนวน 551 คน จัดกลุ่มโฟกัสที่หลากหลาย

โป๊กเกอร์ครองใจวัยโจ๋

แม้ว่าการเล่นพนันกับเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะจะเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่ความจริงแล้วประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของเยาวชนเล่นพนันด้วยเงินจริงในปีที่ผ่านมา โป๊กเกอร์กลายเป็นเกมพนันที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเช่นเดียวการเดิมพันเกมกีฬา Baccarat รวมถึงลอตตารี่ ซึ่งบ่อยครั้งพบว่าการเล่นดังกล่าวเกิดขึ้นที่โรงเรียนหรือวิทยาลัย

นาตาลี ไรท์ ผู้อำนวยการสำนักงานการพนันที่มีความรับผิดชอบของ NSW กล่าวว่าผลการวิจัยพบว่าการพนันในกลุ่มคนหนุ่มสาวเป็นที่แพร่หลายมากขึ้นกว่าเดิม ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของการเล่นเกมที่พบว่ามีเกมจำนวนมากให้เด็กใช้จ่ายด้วยเงินจริงผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัลเพื่อความสามารถที่เพิ่มขึ้นของตัวละครในเกม เช่น ชุด อาวุธ สกิล ต่าง ๆ เป็นต้น

กล่าวโดยสรุปได้ว่า เกมส์ กำลังเปิดโอกาสให้เยาวชนเล่นการพนันตั้งแต่อายุยังน้อยและผู้ปกครองเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด เกมที่เลียนแบบการพนันจริงเหล่านี้อาจเป็นประตูสู่การพนันแบบดั้งเดิมสำหรับคนหนุ่มสาว นาตาลี ไรท์ กล่าว

ความน่ากลัวของพนันออนไลน์สำหรับเด็ก

  1. เด็กไม่รู้สึกว่าลักษณะการเล่นคือการพนัน
  2. รูปแบบเกม เสียง กระตุ้นให้สนุกตื่นเต้น เร้าใจเล่นได้ต่อเนื่อง
  3. มีโฆษณาชวนเชื่อผ่านสื่อออนไลน์ ถึงกลุ่มเป้าหมายโดยตรง
  4. สามารถเล่นได้ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตตลอดเวลา ไม่จำกัดสถานที่
  5. ความอยากรู้อยากเห็น เป็นธรรมชาติของช่วงวัย

สำหรับประเทศไทยเมื่อปี 2560 มีการวิจัยพบว่าเด็ก 7 ขวบ  คืออายุของนักพนันที่เด็กที่สุด โดยเฉพาะเว็บพนันออนไลน์ที่เข้าถึงได้ง่ายกลายเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่เป็นลูกค้าส่วนใหญ่ และมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในจำนวนคนไทยที่ติดการพนันกว่า 2 ล้านคน พบว่ามีถึง 207,000 คน เป็นเยาวชน ซึ่งสอดคล้องกับสถิติการใช้งานอินเทอร์เน็ตของคนไทยใน 1 วัน เฉลี่ย 10 ชั่วโมง 5 นาที เพิ่มขึ้นหลายเท่าจากเมื่อปี 2559 โดยร้อยละ 76.8 คือเยาวชนอายุระหว่าง 15-24 ปี และ ร้อยละ 58 อายุ 6-14 ปี ด้วยเหตุผลสนับสนุนเช่นนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่การพนันออนไลน์ได้รับความนิยมสูงสุดในเด็กและเยาวชน

มีผลสำรวจในต่างประเทศระบุว่าการเติบโตของธุรกิจคาสิโนเพิ่มสูงขึ้นมาก จากข้อมูลเมื่อปี ค.ศ.1997 มีรายได้ที่ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และเพิ่มขึ้นเป็น 528,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีในปี ค.ศ.2015 สำหรับประเทศไทยมีงานวิจับพบว่า การติดพนันของเด็กเป็นเหตุผลที่ทำให้เยาวชนผละจากห้องเรียนเข้าสู่เส้นทางธุรกิจที่ผิดกฎหมายเป็นต้นตอที่ให้เยาวชนมีโอกาสเข้าสู่อบายมุขอื่น รวมถึงการก้าวสู่เส้นทางอาชญากรรมได้

ที่มา : harnesslink.com

5 ทักษะที่บัณฑิตจบใหม่ควรมี เพิ่มโอกาสหางานได้แน่นอน!

ในปัจจุบันนี้ ‘อัตราการว่างงาน’ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่ใครหลาย ๆ คนกำลังเผชิญหน้าอยู่อย่างแน่นอน ซึ่งการว่างงานก็มาจากหลาย ๆ ปัจจัย และสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อการตกงานและการว่างงานเพิ่มขึ้นจากแต่เดิม

และไม่เพียงแค่บุคคลทั่วไปเท่านั้นที่ต้องประสบกับปัญหานี้ เพราะกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงและยากต่อการหางานทำก็คงไม่พ้นเหล่า ‘บัณฑิตจบใหม่’ เพราะไหนจะต้องสู้กับการแพร่ระบาดของโรค และไหนจะต้องแข่งขันกับคนที่กำลังหาสายงานเดียวกันอีกนับแสนคน นั่นจึงทำให้คนที่เพิ่งจบใหม่ ๆ ยากต่อการหางานทำนั่นเอง

5 ทักษะที่บัณฑิตจบใหม่ควรมี
5 ทักษะที่บัณฑิตจบใหม่ควรมี

แต่จะยากแค่ไหนก็ใช่ว่าจะไม่มีทางออกเสมอไป เพราะบางครั้งสายที่เราเรียนมาอาจจะไม่ตรงความต้องการของตลาดมากนัก ดังนั้นสิ่งแรกที่เราควรทำก็คือเริ่มจากการพัฒนาตัวเอง เปิดใจ และเรียนรู้สิ่งอื่น ๆ เพิ่มเติม วันนี้เราจึงได้รวบรวม 5 ทักษะที่บัณฑิตจบใหม่ควรมีติดตัวไว้ เพื่อนำไปปรับใช้กับการหางานทำค่ะ

  • ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ อาจจะไม่ต้องมีทักษะที่ดีเลิศเหมือนกับคนที่เรียนนสายไอทีหรือคอมพิวเตอร์มาโดยตรง เพียงแค่เรียนรู้ทักษะพื้นฐานในการใช้โปรแกรมสำคัญต่าง ๆ เอาไว้ เช่น โปรแกรม Microsoft Office หรือกลุ่มโปรแกรมตัดต่อรูปภาพง่าย ๆ ที่สำคัญจะต้องค้นหาข้อมูล หรืออื่น ๆ ที่ช่วยให้การทำงานเร็วยิ่งขึ้น
  • ทักษะด้านการสื่อสาร การสื่อสารใครบอกว่าเรื่องนี้ไม่สำคัญขอเถียงขาดใจเลยค่ะ เพราะกว่าที่เจ้านายหรือหัวหน้าจะรับเราเข้าทำงาน ก็ต้องเริ่มมาจากการสัมภาษณ์เพื่อเรียนรู้ทัศนคติและความต้องการบางส่วนของเรา หรือแม้แต่การทำงานแล้วก็จะต้องสื่อสารเพื่อเข้าสังคม ดังนั้นฝึกสื่อสารให้เป็น พูดให้คล่องจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
เพิ่มโอกาสหางานทำ ด้วย 5 ทักษะที่บัณฑิตจบใหม่ควรมี
เพิ่มโอกาสหางานทำ ด้วย 5 ทักษะที่บัณฑิตจบใหม่ควรมี
  • มีทักษะด้านภาษา เพราะเพียงแค่ภาษาไทยเห็นทีคงจะไม่เพียงพอสำหรับยุคนี้ ฉะนั้นการมีภาษาที่ 2 อย่างภาษาอังกฤษ หรือภาษาที่ 3 ที่จำเป็นติดตัวไว้ ก็เปรียบเสมือนบันไดอีกขั้นที่ช่วยให้เราได้งานง่ายขึ้น
  • มีเกียรติบัตรการทำงาน การทำกิจกรรมระหว่างเรียนก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่มีความสำคัญ เพราะนั่นคือตัวชี้วัดความรู้และความสามารถของตัวเรา ทั้งนี้การทำกิจกรรมต่าง ๆ ยังฝึกให้เราเป็นคนที่มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นอีกด้วย
  • หลักฐานยืนยันการฝึกงาน ทุกคนล้วนต้องผ่านมาการฝึกงานมาแล้วทั้งสิ้น ดังนั้นก็ต้องระบุสายงาน ตำแหน่ง หรือหน้าที่ต่าง ๆ ที่ไปฝึกงานให้ชัดเจน เพื่อช่วยให้การเข้าทำงานของเราได้อยู่ตำแหน่งที่ถนัดและตำแหน่งที่สามารถทำได้เป็นอย่างดี

ทักษะเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่จำเป็น ที่สำคัญทักษะทั้งหมดนี้ไม่เพียงแต่จะเหมาะสำหรับบัณฑิตจบใหม่เท่านั้น แต่สำหรับใครที่กำลังหางานใหม่ก็สามารถนำไปปรับใช้ได้เช่นกัน

ข้อมูลจาก : campus-star

30 ประโยคภาษาจีน ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

ภาษา’ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คนเราสามารถเข้าใจความคิด ความรู้สึก และความต้องการได้มากขึ้น ซึ่งภาษาในโลกก็มีมากมายหลายภาษา แต่ละภาษาก็จะมีวิธีการพูด สำเนียง ที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ละท้องถิ่น

ภาษาจีน นับว่าเป็นภาษาที่มีคนใช้เยอะที่สุดในโลก อีกทั้งหลาย ๆ คนก็ต้องการจะเรียนรู้ภาษาจีนมากขึ้น นั่นก็เพราะว่าประเทศจีนเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจที่ก้าวกระโดดและมีแนวโน้มว่าจะมีการพัฒนาไปเรื่อย ๆ ทำให้หลายคนอยากที่จะสร้างธุรกิจในประเทศจีนหรือกับนักลงทุนชาวจีน นอกจากนี้ประเทศจีนยังเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มักจะมีทุนการศึกษามอบให้กับนักเรียนจากต่างแดนอีกด้วย

และสำหรับใครที่ต้องการจะฝึกประโยคภาษาจีนง่าย ๆ ที่สามารถสื่อสารได้ในชีวิตประจำวันอยู่ วันนี้เราก็ดีรวบรวม 30 ประโยคภาษาจีนที่สามารถใช้สื่อสารได้จริงใจชีวิตประจำวันมาฝากทุกคนกันค่ะ

30 ประโยคภาษาจีน ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
30 ประโยคภาษาจีน ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
  • 你好 – Nǐ hǎo
    แปลว่า : สวัสดี
  • 你叫什么名? – Nǐ jiào shénme míng?
    แปลว่า : คุณชื่ออะไร ?
  • 我叫… – Wǒ jiào …
    แปลว่า : ฉันชื่อ…(ตามด้วยชื่อ)
  • 你好吗. – Nǐ hǎo ma.
    แปลว่า : คุณสบายดีไหม ?
  • 我很好. – Wǒ hěn hǎo.
    แปลว่า : ฉันสบายดี
  • 你是哪儿国人? – Nǐ shì nǎ’er guórén?
    แปลว่า : คุณเป็นคนชาติไหน ?
  • 我是泰国人. – Wǒ shì tàiguó rén.
    แปลว่า : ฉันเป็นคนไทย
  • 你多大? – Nǐ duōdà?
    แปลว่า : คุณอายุเท่าไหร่ ?
  • 你家在哪里? – Nǐ jiā zài nǎlǐ?
    แปลว่า : บ้านคุณอยู่ที่ไหน ?
  • 我很高兴认识你 – Wǒ hěn gāoxìng rènshi nǐ
    แปลว่า : ยินดีที่ได้รู้จัก
  • 你有兄弟姐妹吗? – Nǐ yǒu xiōngdì jiěmèi ma?
    แปลว่า : คุณมีพี่น้องไหม ?
  • 你喜欢吃什么? – Nǐ xǐhuan chī shénme?
    แปลว่า : คุณชอบทานอะไร ?
  • 对不起. – Duìbùqǐ.
    แปลว่า : ขอโทษ
  • 没关系. – Méiguānxì.
    แปลว่า : ไม่เป็นไร
  • 谢谢. – Xièxiè.
    แปลว่า : ขอบคุณ
  • 你会讲中文吗? – Nǐ huì jiǎng zhōngwén ma?
    แปลว่า : คุณพูดภาษาจีนได้ไหม ?
  • 你有钱吗? – Nǐ yǒu qián ma?
    แปลว่า : คุณมีเงินไหม ?
  • 祝你生日快乐。 – Zhù nǐ shēngrì kuàilè.
    แปลว่า : สุขสันต์วันเกิด
  • 怎么回事? – Zěnme huí shì?
    แปลว่า : เกิดอะไรขึ้น ?
  • 你的电话号码是多少? – Nǐ de diànhuà hàomǎ shì duōshǎo?
    แปลว่า : เบอร์โทรศัพท์ของคุณคืออะไร ?
  • 你习惯了吗? – Nǐ xíguànle ma?
    แปลว่า : คุณชินแล้วหรือยัง ?
  • 今天天气很好  – Jīntiān tiānqì hěn hǎo.
    แปลว่า : วันนี้อากาศดีมาก
  • 这里是什么地方? – Zhèlǐ shì shénme dìfāng?
    แปลว่า : ที่นี่คือที่ไหน ?
  • 我该怎么办? – Wǒ gāi zěnme bàn?
    แปลว่า : ฉันควรทำอย่างไร ?
  • 祝你好运 – Zhù nǐ hǎoyùn
    แปลว่า : ขอให้คุณโชคดี
  • 这个字怎么发声? – Zhège zì zěnme fā shēng?
    แปลว่า : อักษรตัวนี้ออกเสียงยังไง ?
  • 我明白了 – Wǒ míngbáile.
    แปลว่า : ฉันเข้าใจแล้ว
  • 中文太难。 – Zhōngwén tài nán.
    แปลว่า : ภาษาจีนยากมาก
  • 中文不难。 – Zhōngwén bù nán.
    แปลว่า : ภาษาจีนไม่ยากเลย

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงบางคำศัพท์ในชีวิตประจำวันเท่านั้น ค่อย ๆ ฝึกไปยังไงก็คล่องขึ้นได้อย่างแน่นอนค่ะ

ขอบคุณข้อมูล : We go inter 

สอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น JLPT ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ?

สำหรับคนที่เรียนสายภาษาหรือมีความรู้ทางด้านภาษาต่าง ๆ ก็พอจะทราบกันมาอยู่แล้วนะคะ ว่าการสอบวัดระดับเป็นสิ่งที่สำคัญ ซึ่งการสอบวัดระดับนั้นนอกจากจะเป็นการทดสอบความรู้ ความสามารถที่ตัวเองมีอยู่แล้ว การสอบวัดระดับยังเปรียบเสมือนบันไดอีกขั้นที่จะทำให้เราสามารถเพิ่มตัวเลือกเส้นทางชีวิตดี ๆ ให้กับตัวเองได้ ทั้งในเรื่องของการทำงาน การเรียนต่อ การขอทุนการศึกษา และอื่น ๆ

สอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น หรือ JLPT เป็นการสอบวัดระดับความรู้และความสามารถในภาษาญี่ปุ่น ซึ่งจะถูกแบ่งการสอบออกเป็น 5 ระดับด้วยกัน ได้แก่ N5 ,N4 ,N3 ,N2 และ N1 ซึ่งระดับพื้นฐานที่ง่ายที่สุดก็จะอยู่ที่ N5 และที่ยากที่สุดก็จะอยู่ที่ระดับ N1 ซึ่งการสอบนั้นก็ไม่จำเป็นจะต้องเริ่มที่ N5 หากแต่ว่าคุณมีความรู้และระยะเวลาในการเตรียมตอนเพียงพอก็สามารถเลือกสอบขั้นที่มั่นใจได้เลย

ก่อนสอบต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง ?

  • เลือกสอบระดับที่เหมาะกับตัวเอง ข้อนี้มีความสำคัญมาก เพราะหากเรายังไม่มีความรู้มากพอแล้วไปสอบระดับสูง หรือมีความรู้อยู่เยอะแต่ไปสอบระดับต่ำก็จะทำให้เสียเวลานั่นเอง
  • N5 = เหมาะสำหรับผู้เริ่มเรียนขั้นพื้นฐาน
  • N4 = เหมาะสำหรับผู้ที่สื่อสารได้ด้วยประโยคง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน
  • N3 = เหมาะสำหรับผู้ที่สื่อสารได้ค่อนข้างดี ใช้ประโยคซับซ้อนขึ้น
  • N2 = เหมาะสำหรับผู้ที่สื่อสารได้ค่อนข้างชัดเจน และมีความรู้ดีมาก
  • N1 = เหมาะสำหรับผู้ที่มีความรู้และสื่อสารชัดเจนใกล้เคียงกับเจ้าของภาษามากที่สุด
วิธีเตรียมตัวสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น JLPT
วิธีเตรียมตัวสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น JLPT
  • ฝึกทำข้อสอบให้ได้มากที่สุด ทั้งข้อสอบเก่า ข้อสอบที่เก็งมา ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน นอกจากนี้ก็จะต้องเตรียมตัวอ่านและทำแบบฝึกหัดให้ตรงจุด เน้นในสิ่งที่ไม่เข้าใจแต่ก็อย่าลืมทบทวนสิ่งที่เข้าใจเพื่อเป็นการกันพลาด
  • จำวันและเวลาสอบให้แม่น หลายคนคงจะใช้เวลาเตรียมตัวในการสอบไม่ต่ำกว่า 5 เดือนอย่างแนน่นอน เพราะฉะนั้นให้เวลาสูญเปล่าเพียงแค่จำวัน เวลา และสถานที่สอบไม่ได้หล่ะ
  • ห้ามลืมบัตรสำคัญ ทั้งบัตรเข้าสอบ บัตรประชาชน บัตรนักศึกษา หรือบัตรอื่น ๆ ที่ต้องใช้ในงานยืนยันตัวตน เพราะหากเราลืมเอาไปโอกาสที่จะหมดสิทธิ์สอบก็สูงมากเช่นกัน
  • เตรียมอุปกรณ์ที่ใช้สอบให้พร้อม ไม่ว่าจะสอบที่ไหน ๆ การหยิบยืมอุปกรณ์จากโต๊ะข้าง ๆ ถือเป็นเรื่องต้องห้าม! ฉะนั้นเตรียมไปเองเอาไปให้พร้อมจะดีกว่าแน่นอน
  • พกนาฬิกาธรรมดาไป การดูระยะเวลาในการทำข้อสอบเป็นสิ่งสำคัญ แต่ทั้งนี้ก็ควรหลีกเลี่ยงการใส่นาฬิกาที่เสียงเดินดัง หรือมีการตั้งปลุกเอาไว้ ควรเลือกใส่เป็นนาฬิกาธรรมดาที่เอาไว้บอกเวลาก็เพียงพอแล้ว
  • พกน้ำและขนม กองทัพต้องเดินด้วยท้องเสมอ หากมีเวลาพักเบรคแต่เกิดอยากดื่มน้ำหรือหิวขึ้นมา จะได้มีเสบียงเอาไว้รองท้องได้
  • อย่าลืมพกสติและสมาธิไป หลายคนเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี แต่กลับพลาดเพราะความรนซะได้ เพราะฉะนั้นแล้วไม่ว่าจะเป็นสนามสอบไหน ๆ สติและสมาธิเป็นสิ่งสำคัญ อยู่กับตัวเองให้เยอะ ๆ ทำใจให้สบาย แล้วนำความรู้ที่เตรียมเอาไว้ออกมาใช้ให้หมด

ไม่ว่าจะเป็นการสอบวัดระดับภาษาอะไร ‘การเตรียมตัว’ ถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด สู้ ๆ สำหรับทุกสนามสอบนะคะทุกคน

ขอบคุณข้อมูลจาก : เตรียมพร้อมก่อนไป สอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น

แนะนำ 6 เว็บไซต์สุดเจ๋งสำหรับฝึกภาษาอังกฤษ!

‘ภาษา’ ถือได้ว่าเป็นตัวกลางสำคัญที่ไว้ใช้สำหรับการสื่อสารให้เข้าใจกัน ซึ่งภาษาของคนในแต่ละพื้นที่ก็จะมีความแตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย ๆ อย่าง และในประเทศไทยเองก็มี ‘ภาษาไทย’ เป็นของตัวเองเช่นกัน แต่ในสมัยนี้โลกได้มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงมากขึ้น จะให้เราสื่อสารกันในประเทศไทยก็อาจจะไม่ตอบโจทย์การทำงานมากสักเท่าไหร่ ดังนั้นเราจึงมีสกิลภาษาอื่น ๆ เพิ่มเข้ามา เพื่อใช้สื่อสารกับคนต่างประเทศ

และเมื่อพูดถึงสกิลภาษาที่ต้องมีเพิ่มหลายคนคงนึกถึงภาษาที่ 2 อย่างภาษาอังกฤษกันอย่างแน่นอน ซึ่งภาษาอังกฤษนั้นก็ถือได้ว่าเป็นภาษาสากลที่ใช้สื่อสารกันทั่วทุกมุมโลก และหลาย ๆ ประเทศก็จะได้มีการยกภาษาอังกฤษให้กลายมาเป็นภาษาที่ 2 ของประเทศตัวเอง

แนะนำ 6 เว็บไซต์สำหรับฝึกภาษาอังกฤษ!
แนะนำ 6 เว็บไซต์สำหรับฝึกภาษาอังกฤษ

ถึงแม้หลายคนอาจจะทราบความสำคัญของภาษาอังกฤษแล้ว แต่ก็ยังมีคนอีกไม่น้อยที่ละเลยการฝึกฝน แต่ทั้งนี้เหตุผลในการไม่ฝึกฝนของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป ทั้งในเรื่องของเวลา ภาระค่าใช้จ่าย อ่านตามตำราแล้วไม่จำ หรือเหตุผลอื่น ๆ ดังนั้นวันนี้เราจึงได้รวบรวม 6 เว็บไซต์สอนภาษาอังกฤษที่สอนในรูปแบบของวิดีโอ ที่สำคัญยังไม่มีค่าใช้จ่ายมาฝากทุกคนกันค่ะ

engVid.com

  • ในปัจจุบันนี้เว็บไซต์นี้จะมีอาจารย์ประจำอยู่ประมาณ 10 ท่าน ซึ่งหัวข้อที่นำมาสอนก็ถือว่ามีหลายแบบทั้งแกรมม่า คำศัพท์ การพูด การเขียน นอกจากนี้ก็ยังมีคำแนะนำเกี่ยวกับการสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ ซึ่งจะทำออกมาเป็นคลิปสั้น ๆ ไม่ยาวมาก ตอนนี้ก็มีอยู่ประมาณ 700 กว่าคลิป

TED.com

  • สำหรับเว็บไซต์นี้จะเป็นเว็บไซตที่ได้รวบรวมคลิปบรรยายของบุคคลที่มีชื่อเสียงเอาไว้ ซึ่งแต่ละคลิปก็จะมีซับไตเติ้ลให้ด้วย
แนะนำ 6 เว็บไซต์สำหรับฝึกภาษาอังกฤษ!
แนะนำ 6 เว็บไซต์สำหรับฝึกภาษาอังกฤษ!

BBC.co.uk

  • สำหรับเว็บนี้นอกจากจะเป็นสำนักข่าวชื่อดังแล้ว ยังเปิดคอร์สสำหรับการฝึกฝนภาษาอังกฤษให้แบบฟรี ๆ อีกด้วย โดยใน BBC ก็จะมีบทเรียนต่าง ๆ ตั้งแต่แกรมม่าไปจนถึงการใช้ภาษาอังกฤษในการทำงาน สามารถเลือกดาวนืโหลดได้ทั้งไฟล์เสียง และไฟล์ตัวหนังสือของแต่ละบทเรียนมาทวนซ้ำได้อีกด้วยนะ

Shared Talk

  • เป็นเว็บไซต์ที่เราสามารถพูดคุยแชทกับเจ้าของภาษาประเทศใดก็ได้ เมื่อเราเข้าไปแล้วก็เพียงลงทะเบียนแล้วกดเลือกประเทศที่อยากจะคุย ได้ทั้งภาษาแถมยังได้เพื่อใหม่อีกด้วยค่ะ

Exam English

  • เว็บไซต์ที่ให้เราสามารถเลือกทำข้อสอบต่าง ๆ ทั้ง TOEFL ,CPE ,KET รวมถึงข้อสอบระดับนานาชาติ นอกจากนี้ก็ยังมีแบบทดสอบภาษาอังกฤษจากบทเรียน ทั้งแกรมม่า การอ่าน การฟัง และอื่น ๆ

Vocab Sushi

  • เว็บไซต์ของคนชอบท่องศัพท์ สำหรับในเว็บนี้ก็จะเป็นการทดสอบความรู้ในเรื่องคำศัพท์ เป็นคำศัพท์ที่สามารถพบได้ในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้เรายังสามารถเลือกระดับความยากของคำศัพท์ได้ด้วยนะ

หรือแม้แต่ใน Youyube ก็มีคุณครูเก่ง ๆ หลายคนที่เปิดช่องเพื่อสอนภาษาอังกฤษให้ผู้ที่สนใจแบบฟรี ๆ เช่น Alejandra Knowz ,English by Chris ,UNFOX English เป็นต้น

สำหรับใครที่กำลังมองหาช่องทางการฝึกฝนภาษาอังกฤษดี ๆ แถมยังฟรีอยู่ ก็สามารถเข้าไปในเว็บไซต์และช่อง Youtube ที่เราแนะนำได้เลย รับรองได้เลยว่าภาษาอังกฤษของคุณจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจาก : Promotions.co.th