5 ทักษะที่บัณฑิตจบใหม่ควรมี เพิ่มโอกาสหางานได้แน่นอน!

ในปัจจุบันนี้ ‘อัตราการว่างงาน’ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่ใครหลาย ๆ คนกำลังเผชิญหน้าอยู่อย่างแน่นอน ซึ่งการว่างงานก็มาจากหลาย ๆ ปัจจัย และสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อการตกงานและการว่างงานเพิ่มขึ้นจากแต่เดิม

และไม่เพียงแค่บุคคลทั่วไปเท่านั้นที่ต้องประสบกับปัญหานี้ เพราะกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงและยากต่อการหางานทำก็คงไม่พ้นเหล่า ‘บัณฑิตจบใหม่’ เพราะไหนจะต้องสู้กับการแพร่ระบาดของโรค และไหนจะต้องแข่งขันกับคนที่กำลังหาสายงานเดียวกันอีกนับแสนคน นั่นจึงทำให้คนที่เพิ่งจบใหม่ ๆ ยากต่อการหางานทำนั่นเอง

5 ทักษะที่บัณฑิตจบใหม่ควรมี
5 ทักษะที่บัณฑิตจบใหม่ควรมี

แต่จะยากแค่ไหนก็ใช่ว่าจะไม่มีทางออกเสมอไป เพราะบางครั้งสายที่เราเรียนมาอาจจะไม่ตรงความต้องการของตลาดมากนัก ดังนั้นสิ่งแรกที่เราควรทำก็คือเริ่มจากการพัฒนาตัวเอง เปิดใจ และเรียนรู้สิ่งอื่น ๆ เพิ่มเติม วันนี้เราจึงได้รวบรวม 5 ทักษะที่บัณฑิตจบใหม่ควรมีติดตัวไว้ เพื่อนำไปปรับใช้กับการหางานทำค่ะ

  • ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ อาจจะไม่ต้องมีทักษะที่ดีเลิศเหมือนกับคนที่เรียนนสายไอทีหรือคอมพิวเตอร์มาโดยตรง เพียงแค่เรียนรู้ทักษะพื้นฐานในการใช้โปรแกรมสำคัญต่าง ๆ เอาไว้ เช่น โปรแกรม Microsoft Office หรือกลุ่มโปรแกรมตัดต่อรูปภาพง่าย ๆ ที่สำคัญจะต้องค้นหาข้อมูล หรืออื่น ๆ ที่ช่วยให้การทำงานเร็วยิ่งขึ้น
  • ทักษะด้านการสื่อสาร การสื่อสารใครบอกว่าเรื่องนี้ไม่สำคัญขอเถียงขาดใจเลยค่ะ เพราะกว่าที่เจ้านายหรือหัวหน้าจะรับเราเข้าทำงาน ก็ต้องเริ่มมาจากการสัมภาษณ์เพื่อเรียนรู้ทัศนคติและความต้องการบางส่วนของเรา หรือแม้แต่การทำงานแล้วก็จะต้องสื่อสารเพื่อเข้าสังคม ดังนั้นฝึกสื่อสารให้เป็น พูดให้คล่องจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
เพิ่มโอกาสหางานทำ ด้วย 5 ทักษะที่บัณฑิตจบใหม่ควรมี
เพิ่มโอกาสหางานทำ ด้วย 5 ทักษะที่บัณฑิตจบใหม่ควรมี
  • มีทักษะด้านภาษา เพราะเพียงแค่ภาษาไทยเห็นทีคงจะไม่เพียงพอสำหรับยุคนี้ ฉะนั้นการมีภาษาที่ 2 อย่างภาษาอังกฤษ หรือภาษาที่ 3 ที่จำเป็นติดตัวไว้ ก็เปรียบเสมือนบันไดอีกขั้นที่ช่วยให้เราได้งานง่ายขึ้น
  • มีเกียรติบัตรการทำงาน การทำกิจกรรมระหว่างเรียนก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่มีความสำคัญ เพราะนั่นคือตัวชี้วัดความรู้และความสามารถของตัวเรา ทั้งนี้การทำกิจกรรมต่าง ๆ ยังฝึกให้เราเป็นคนที่มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นอีกด้วย
  • หลักฐานยืนยันการฝึกงาน ทุกคนล้วนต้องผ่านมาการฝึกงานมาแล้วทั้งสิ้น ดังนั้นก็ต้องระบุสายงาน ตำแหน่ง หรือหน้าที่ต่าง ๆ ที่ไปฝึกงานให้ชัดเจน เพื่อช่วยให้การเข้าทำงานของเราได้อยู่ตำแหน่งที่ถนัดและตำแหน่งที่สามารถทำได้เป็นอย่างดี

ทักษะเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่จำเป็น ที่สำคัญทักษะทั้งหมดนี้ไม่เพียงแต่จะเหมาะสำหรับบัณฑิตจบใหม่เท่านั้น แต่สำหรับใครที่กำลังหางานใหม่ก็สามารถนำไปปรับใช้ได้เช่นกัน

ข้อมูลจาก : campus-star

30 ประโยคภาษาจีน ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

ภาษา’ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คนเราสามารถเข้าใจความคิด ความรู้สึก และความต้องการได้มากขึ้น ซึ่งภาษาในโลกก็มีมากมายหลายภาษา แต่ละภาษาก็จะมีวิธีการพูด สำเนียง ที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ละท้องถิ่น

ภาษาจีน นับว่าเป็นภาษาที่มีคนใช้เยอะที่สุดในโลก อีกทั้งหลาย ๆ คนก็ต้องการจะเรียนรู้ภาษาจีนมากขึ้น นั่นก็เพราะว่าประเทศจีนเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจที่ก้าวกระโดดและมีแนวโน้มว่าจะมีการพัฒนาไปเรื่อย ๆ ทำให้หลายคนอยากที่จะสร้างธุรกิจในประเทศจีนหรือกับนักลงทุนชาวจีน นอกจากนี้ประเทศจีนยังเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มักจะมีทุนการศึกษามอบให้กับนักเรียนจากต่างแดนอีกด้วย

และสำหรับใครที่ต้องการจะฝึกประโยคภาษาจีนง่าย ๆ ที่สามารถสื่อสารได้ในชีวิตประจำวันอยู่ วันนี้เราก็ดีรวบรวม 30 ประโยคภาษาจีนที่สามารถใช้สื่อสารได้จริงใจชีวิตประจำวันมาฝากทุกคนกันค่ะ

30 ประโยคภาษาจีน ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
30 ประโยคภาษาจีน ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
  • 你好 – Nǐ hǎo
    แปลว่า : สวัสดี
  • 你叫什么名? – Nǐ jiào shénme míng?
    แปลว่า : คุณชื่ออะไร ?
  • 我叫… – Wǒ jiào …
    แปลว่า : ฉันชื่อ…(ตามด้วยชื่อ)
  • 你好吗. – Nǐ hǎo ma.
    แปลว่า : คุณสบายดีไหม ?
  • 我很好. – Wǒ hěn hǎo.
    แปลว่า : ฉันสบายดี
  • 你是哪儿国人? – Nǐ shì nǎ’er guórén?
    แปลว่า : คุณเป็นคนชาติไหน ?
  • 我是泰国人. – Wǒ shì tàiguó rén.
    แปลว่า : ฉันเป็นคนไทย
  • 你多大? – Nǐ duōdà?
    แปลว่า : คุณอายุเท่าไหร่ ?
  • 你家在哪里? – Nǐ jiā zài nǎlǐ?
    แปลว่า : บ้านคุณอยู่ที่ไหน ?
  • 我很高兴认识你 – Wǒ hěn gāoxìng rènshi nǐ
    แปลว่า : ยินดีที่ได้รู้จัก
  • 你有兄弟姐妹吗? – Nǐ yǒu xiōngdì jiěmèi ma?
    แปลว่า : คุณมีพี่น้องไหม ?
  • 你喜欢吃什么? – Nǐ xǐhuan chī shénme?
    แปลว่า : คุณชอบทานอะไร ?
  • 对不起. – Duìbùqǐ.
    แปลว่า : ขอโทษ
  • 没关系. – Méiguānxì.
    แปลว่า : ไม่เป็นไร
  • 谢谢. – Xièxiè.
    แปลว่า : ขอบคุณ
  • 你会讲中文吗? – Nǐ huì jiǎng zhōngwén ma?
    แปลว่า : คุณพูดภาษาจีนได้ไหม ?
  • 你有钱吗? – Nǐ yǒu qián ma?
    แปลว่า : คุณมีเงินไหม ?
  • 祝你生日快乐。 – Zhù nǐ shēngrì kuàilè.
    แปลว่า : สุขสันต์วันเกิด
  • 怎么回事? – Zěnme huí shì?
    แปลว่า : เกิดอะไรขึ้น ?
  • 你的电话号码是多少? – Nǐ de diànhuà hàomǎ shì duōshǎo?
    แปลว่า : เบอร์โทรศัพท์ของคุณคืออะไร ?
  • 你习惯了吗? – Nǐ xíguànle ma?
    แปลว่า : คุณชินแล้วหรือยัง ?
  • 今天天气很好  – Jīntiān tiānqì hěn hǎo.
    แปลว่า : วันนี้อากาศดีมาก
  • 这里是什么地方? – Zhèlǐ shì shénme dìfāng?
    แปลว่า : ที่นี่คือที่ไหน ?
  • 我该怎么办? – Wǒ gāi zěnme bàn?
    แปลว่า : ฉันควรทำอย่างไร ?
  • 祝你好运 – Zhù nǐ hǎoyùn
    แปลว่า : ขอให้คุณโชคดี
  • 这个字怎么发声? – Zhège zì zěnme fā shēng?
    แปลว่า : อักษรตัวนี้ออกเสียงยังไง ?
  • 我明白了 – Wǒ míngbáile.
    แปลว่า : ฉันเข้าใจแล้ว
  • 中文太难。 – Zhōngwén tài nán.
    แปลว่า : ภาษาจีนยากมาก
  • 中文不难。 – Zhōngwén bù nán.
    แปลว่า : ภาษาจีนไม่ยากเลย

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงบางคำศัพท์ในชีวิตประจำวันเท่านั้น ค่อย ๆ ฝึกไปยังไงก็คล่องขึ้นได้อย่างแน่นอนค่ะ

ขอบคุณข้อมูล : We go inter 

สอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น JLPT ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ?

สำหรับคนที่เรียนสายภาษาหรือมีความรู้ทางด้านภาษาต่าง ๆ ก็พอจะทราบกันมาอยู่แล้วนะคะ ว่าการสอบวัดระดับเป็นสิ่งที่สำคัญ ซึ่งการสอบวัดระดับนั้นนอกจากจะเป็นการทดสอบความรู้ ความสามารถที่ตัวเองมีอยู่แล้ว การสอบวัดระดับยังเปรียบเสมือนบันไดอีกขั้นที่จะทำให้เราสามารถเพิ่มตัวเลือกเส้นทางชีวิตดี ๆ ให้กับตัวเองได้ ทั้งในเรื่องของการทำงาน การเรียนต่อ การขอทุนการศึกษา และอื่น ๆ

สอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น หรือ JLPT เป็นการสอบวัดระดับความรู้และความสามารถในภาษาญี่ปุ่น ซึ่งจะถูกแบ่งการสอบออกเป็น 5 ระดับด้วยกัน ได้แก่ N5 ,N4 ,N3 ,N2 และ N1 ซึ่งระดับพื้นฐานที่ง่ายที่สุดก็จะอยู่ที่ N5 และที่ยากที่สุดก็จะอยู่ที่ระดับ N1 ซึ่งการสอบนั้นก็ไม่จำเป็นจะต้องเริ่มที่ N5 หากแต่ว่าคุณมีความรู้และระยะเวลาในการเตรียมตอนเพียงพอก็สามารถเลือกสอบขั้นที่มั่นใจได้เลย

ก่อนสอบต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง ?

  • เลือกสอบระดับที่เหมาะกับตัวเอง ข้อนี้มีความสำคัญมาก เพราะหากเรายังไม่มีความรู้มากพอแล้วไปสอบระดับสูง หรือมีความรู้อยู่เยอะแต่ไปสอบระดับต่ำก็จะทำให้เสียเวลานั่นเอง
  • N5 = เหมาะสำหรับผู้เริ่มเรียนขั้นพื้นฐาน
  • N4 = เหมาะสำหรับผู้ที่สื่อสารได้ด้วยประโยคง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน
  • N3 = เหมาะสำหรับผู้ที่สื่อสารได้ค่อนข้างดี ใช้ประโยคซับซ้อนขึ้น
  • N2 = เหมาะสำหรับผู้ที่สื่อสารได้ค่อนข้างชัดเจน และมีความรู้ดีมาก
  • N1 = เหมาะสำหรับผู้ที่มีความรู้และสื่อสารชัดเจนใกล้เคียงกับเจ้าของภาษามากที่สุด
วิธีเตรียมตัวสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น JLPT
วิธีเตรียมตัวสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น JLPT
  • ฝึกทำข้อสอบให้ได้มากที่สุด ทั้งข้อสอบเก่า ข้อสอบที่เก็งมา ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน นอกจากนี้ก็จะต้องเตรียมตัวอ่านและทำแบบฝึกหัดให้ตรงจุด เน้นในสิ่งที่ไม่เข้าใจแต่ก็อย่าลืมทบทวนสิ่งที่เข้าใจเพื่อเป็นการกันพลาด
  • จำวันและเวลาสอบให้แม่น หลายคนคงจะใช้เวลาเตรียมตัวในการสอบไม่ต่ำกว่า 5 เดือนอย่างแนน่นอน เพราะฉะนั้นให้เวลาสูญเปล่าเพียงแค่จำวัน เวลา และสถานที่สอบไม่ได้หล่ะ
  • ห้ามลืมบัตรสำคัญ ทั้งบัตรเข้าสอบ บัตรประชาชน บัตรนักศึกษา หรือบัตรอื่น ๆ ที่ต้องใช้ในงานยืนยันตัวตน เพราะหากเราลืมเอาไปโอกาสที่จะหมดสิทธิ์สอบก็สูงมากเช่นกัน
  • เตรียมอุปกรณ์ที่ใช้สอบให้พร้อม ไม่ว่าจะสอบที่ไหน ๆ การหยิบยืมอุปกรณ์จากโต๊ะข้าง ๆ ถือเป็นเรื่องต้องห้าม! ฉะนั้นเตรียมไปเองเอาไปให้พร้อมจะดีกว่าแน่นอน
  • พกนาฬิกาธรรมดาไป การดูระยะเวลาในการทำข้อสอบเป็นสิ่งสำคัญ แต่ทั้งนี้ก็ควรหลีกเลี่ยงการใส่นาฬิกาที่เสียงเดินดัง หรือมีการตั้งปลุกเอาไว้ ควรเลือกใส่เป็นนาฬิกาธรรมดาที่เอาไว้บอกเวลาก็เพียงพอแล้ว
  • พกน้ำและขนม กองทัพต้องเดินด้วยท้องเสมอ หากมีเวลาพักเบรคแต่เกิดอยากดื่มน้ำหรือหิวขึ้นมา จะได้มีเสบียงเอาไว้รองท้องได้
  • อย่าลืมพกสติและสมาธิไป หลายคนเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี แต่กลับพลาดเพราะความรนซะได้ เพราะฉะนั้นแล้วไม่ว่าจะเป็นสนามสอบไหน ๆ สติและสมาธิเป็นสิ่งสำคัญ อยู่กับตัวเองให้เยอะ ๆ ทำใจให้สบาย แล้วนำความรู้ที่เตรียมเอาไว้ออกมาใช้ให้หมด

ไม่ว่าจะเป็นการสอบวัดระดับภาษาอะไร ‘การเตรียมตัว’ ถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด สู้ ๆ สำหรับทุกสนามสอบนะคะทุกคน

ขอบคุณข้อมูลจาก : เตรียมพร้อมก่อนไป สอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น

แนะนำ 6 เว็บไซต์สุดเจ๋งสำหรับฝึกภาษาอังกฤษ!

‘ภาษา’ ถือได้ว่าเป็นตัวกลางสำคัญที่ไว้ใช้สำหรับการสื่อสารให้เข้าใจกัน ซึ่งภาษาของคนในแต่ละพื้นที่ก็จะมีความแตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย ๆ อย่าง และในประเทศไทยเองก็มี ‘ภาษาไทย’ เป็นของตัวเองเช่นกัน แต่ในสมัยนี้โลกได้มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงมากขึ้น จะให้เราสื่อสารกันในประเทศไทยก็อาจจะไม่ตอบโจทย์การทำงานมากสักเท่าไหร่ ดังนั้นเราจึงมีสกิลภาษาอื่น ๆ เพิ่มเข้ามา เพื่อใช้สื่อสารกับคนต่างประเทศ

และเมื่อพูดถึงสกิลภาษาที่ต้องมีเพิ่มหลายคนคงนึกถึงภาษาที่ 2 อย่างภาษาอังกฤษกันอย่างแน่นอน ซึ่งภาษาอังกฤษนั้นก็ถือได้ว่าเป็นภาษาสากลที่ใช้สื่อสารกันทั่วทุกมุมโลก และหลาย ๆ ประเทศก็จะได้มีการยกภาษาอังกฤษให้กลายมาเป็นภาษาที่ 2 ของประเทศตัวเอง

แนะนำ 6 เว็บไซต์สำหรับฝึกภาษาอังกฤษ!
แนะนำ 6 เว็บไซต์สำหรับฝึกภาษาอังกฤษ

ถึงแม้หลายคนอาจจะทราบความสำคัญของภาษาอังกฤษแล้ว แต่ก็ยังมีคนอีกไม่น้อยที่ละเลยการฝึกฝน แต่ทั้งนี้เหตุผลในการไม่ฝึกฝนของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป ทั้งในเรื่องของเวลา ภาระค่าใช้จ่าย อ่านตามตำราแล้วไม่จำ หรือเหตุผลอื่น ๆ ดังนั้นวันนี้เราจึงได้รวบรวม 6 เว็บไซต์สอนภาษาอังกฤษที่สอนในรูปแบบของวิดีโอ ที่สำคัญยังไม่มีค่าใช้จ่ายมาฝากทุกคนกันค่ะ

engVid.com

  • ในปัจจุบันนี้เว็บไซต์นี้จะมีอาจารย์ประจำอยู่ประมาณ 10 ท่าน ซึ่งหัวข้อที่นำมาสอนก็ถือว่ามีหลายแบบทั้งแกรมม่า คำศัพท์ การพูด การเขียน นอกจากนี้ก็ยังมีคำแนะนำเกี่ยวกับการสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ ซึ่งจะทำออกมาเป็นคลิปสั้น ๆ ไม่ยาวมาก ตอนนี้ก็มีอยู่ประมาณ 700 กว่าคลิป

TED.com

  • สำหรับเว็บไซต์นี้จะเป็นเว็บไซตที่ได้รวบรวมคลิปบรรยายของบุคคลที่มีชื่อเสียงเอาไว้ ซึ่งแต่ละคลิปก็จะมีซับไตเติ้ลให้ด้วย
แนะนำ 6 เว็บไซต์สำหรับฝึกภาษาอังกฤษ!
แนะนำ 6 เว็บไซต์สำหรับฝึกภาษาอังกฤษ!

BBC.co.uk

  • สำหรับเว็บนี้นอกจากจะเป็นสำนักข่าวชื่อดังแล้ว ยังเปิดคอร์สสำหรับการฝึกฝนภาษาอังกฤษให้แบบฟรี ๆ อีกด้วย โดยใน BBC ก็จะมีบทเรียนต่าง ๆ ตั้งแต่แกรมม่าไปจนถึงการใช้ภาษาอังกฤษในการทำงาน สามารถเลือกดาวนืโหลดได้ทั้งไฟล์เสียง และไฟล์ตัวหนังสือของแต่ละบทเรียนมาทวนซ้ำได้อีกด้วยนะ

Shared Talk

  • เป็นเว็บไซต์ที่เราสามารถพูดคุยแชทกับเจ้าของภาษาประเทศใดก็ได้ เมื่อเราเข้าไปแล้วก็เพียงลงทะเบียนแล้วกดเลือกประเทศที่อยากจะคุย ได้ทั้งภาษาแถมยังได้เพื่อใหม่อีกด้วยค่ะ

Exam English

  • เว็บไซต์ที่ให้เราสามารถเลือกทำข้อสอบต่าง ๆ ทั้ง TOEFL ,CPE ,KET รวมถึงข้อสอบระดับนานาชาติ นอกจากนี้ก็ยังมีแบบทดสอบภาษาอังกฤษจากบทเรียน ทั้งแกรมม่า การอ่าน การฟัง และอื่น ๆ

Vocab Sushi

  • เว็บไซต์ของคนชอบท่องศัพท์ สำหรับในเว็บนี้ก็จะเป็นการทดสอบความรู้ในเรื่องคำศัพท์ เป็นคำศัพท์ที่สามารถพบได้ในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้เรายังสามารถเลือกระดับความยากของคำศัพท์ได้ด้วยนะ

หรือแม้แต่ใน Youyube ก็มีคุณครูเก่ง ๆ หลายคนที่เปิดช่องเพื่อสอนภาษาอังกฤษให้ผู้ที่สนใจแบบฟรี ๆ เช่น Alejandra Knowz ,English by Chris ,UNFOX English เป็นต้น

สำหรับใครที่กำลังมองหาช่องทางการฝึกฝนภาษาอังกฤษดี ๆ แถมยังฟรีอยู่ ก็สามารถเข้าไปในเว็บไซต์และช่อง Youtube ที่เราแนะนำได้เลย รับรองได้เลยว่าภาษาอังกฤษของคุณจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจาก : Promotions.co.th 

5 สิ่งที่ควรรู้ก่อนเรียนต่อปริญญาโท

อย่างที่รู้กันว่าในปัจจุบันเป็นยุคที่การแข่งขันเริ่มสูงขึ้น หลายคนจึงเกิดความคิดที่ว่า ‘ปริญญาตรีคงไม่เพียงพอ’ ที่ต้องกล่าวแบบนี้ นั่นก็เพราะว่าหลาย ๆ บริษัทใหญ่ หากเราต้องการเพิ่มความมั่นคงหรือเพิ่มฐานเงินเดือนให้กับตัวเอง การมีปริญญาอีกใบก็ถือว่าสามารถเข้ามาช่วยตอบโจทย์ในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

ปริญญาโท’ จึงกลายมาเป็นตัวเลือกสำคัญในการเรียนต่อของทุกคน และการเรียนต่อปริญญาโทนั้นก็ไม่เพียงแต่จะเพิ่มฐานเงินเดือนให้เราเพียงอย่างเดียว แต่การต่อปริญญาโทก็เสมือนเป็นการสั่งสมความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่ดี แต่การเรียนต่อก็ต้องย่อมแลกมาด้วยอะไรบ้างอย่างเช่นกัน

5 สิ่งที่ควรรู้ก่อนเรียนต่อปริญญาโท
5 สิ่งที่ควรรู้ก่อนเรียนต่อปริญญาโท

แล้ววันนี้เราก็ได้รวบรวม 5 สิ่งที่ควรรู้ก่อนเรียนปริญญาโทมาฝากทุกคนกันค่ะ

  • ค้นหาตัวเองให้เจอก่อนเริ่มเรียนต่อ หลาย ๆ คนเมื่อจบปริญญาตรีแล้วก็รีบเรียนต่อโททันที โดยที่ยังไม่เคยลองไปเจอโลกกว้าง ทำให้ไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วตัวเองชอบอะไร ไม่ชอบอะไร และเมื่อเลือกเรียนต่อโทปัญหาของคนส่วนใหญ่ก็คือ ‘ไม่อยากเรียนแล้ว’ นั่นคงไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่ค่ะ เพราะนอกจากจะทำให้เสียเวลา ก็ยังทำให้เสียทุนไปแบบเปล่าประโยชน์อีกด้วย
  • ศึกษาเวลาเรียน หลักสูตรของการเรียนโทมี 2 แบบ คือเรียนแบบเต็มเวลาและแบบนอกเวลา ซึ่งประสบการณ์ของการเรียนทั้ง 2 แบบก็จะมีแตกต่างกัน หากเลือกแบบเต็มเวลาก็จะได้รับประสบการณ์การเรียนแบบเต็มรูปแบบ แต่หากเรียนนอกเวลาก็จะต้องอาศัยการจัดการเวลาให้ดีทั้งเรื่องเรียน เรื่องงาน และเรื่องอื่น ๆ
  • มีหัวข้อวิทยานิพนธ์ไว้ในใจ ปลายทางของการเรียนโทนั่นก็คือ ‘วิทยานิพนธ์’ ดังนั้นข้อสอบของบางที่ก็อาจจะมีการถามถึงวิทยานิพนธ์ที่คุณอยากทำ แล้วอยากทำเพราะอะไร ? ดังนั้นก็ควรจะเตรียมคำตอบไปคร่าว ๆ เกี่ยวกับส่วนสำคัญของวิทยานิพนธ์
5 สิ่งที่ควรรู้ก่อนเรียนต่อปริญญาโท
5 สิ่งที่ควรรู้ก่อนเรียนต่อปริญญาโท
  • เกิดความรู้สึกกดดัน คนที่มาเรียนต่อปริญญาโท แน่นอนเลยว่าจะต้องผ่านป.ตรี มาแล้ว ดังนั้นอาจารย์ที่สอนก็จะต้องคาดหวังให้ผู้เรียนแต่ละคนมีความพร้อมอยู่เสมอ เพราะฉะนั้น ‘สติ’ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยฉุดเราเอาไว้ได้
  • ทำความรู้จักเพื่อนป.โท คนที่เรียนในช่วงป.โทจะต้องอ่านหนังสืออย่างหนักจนทำให้สะสมกลายเป็นความเครียดได้ เพราะฉะนั้นก็ควรจะหาคนที่เข้าใจกันอย่างเพื่อนร่วมชั้น มานั่งติว นั่งแชร์เนื้อหาที่แต่ละคนเข้าใจกัน นอกจากจะช่วยลดปริมาณการอ่านแล้ว ยังได้ผูกมิตรอีกด้วยนะคะ
  • เรียนปริญญาโทต้องยอมแลกอะไรบางอย่าง การเรียนปริญญาโทต้องเจอทั้งความกดดัน ความเครียด บางคนถึงขั้นซึมเศร้าไม่เป็นตัวเอง สูญเสียช่วงเวลาที่จะได้เจอเพื่อน ครอบครัว หรือคนรักไป แต่หากเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนก็พยายามทำตรงนี้ให้เต็มที่ แล้วผลดีจะเกิดขึ้นกับเราแน่นอน

หากใครที่พร้อมเผชิญกับโลกใบใหม่อย่างการเรียนต่อปริญญาโท แล้วสามารถทำตามจุดเปลี่ยนในชีวิตนี้ได้ทั้งหมดก็ไม่มีอะไรที่จะต้องกลัวเลยค่ะ ขอแค่มีความตั้งใจ ความพยายาม และความอดทน เราเชื่อว่าทุกคนจะต้องผ่านช่วงเวลาแห่งความเคร่งเครียดนี้ไปและในอนาคตสิ่งที่คาดหวังไว้จะต้องเป็นไปตามที่คิดอย่างแน่นอน

ขอบคุณข้อมูล : True ID 

เช็คความพร้อมก่อนตัดสินใจไปเรียนต่างประเทศ

การได้ไปเรียนต่อ ที่ ‘ต่างประเทศ’ คงจะเป็นความใฝ่ฝันของหลายคนอย่างแน่นอน เพราะการไปเรียนต่างประเทศนั้นนอกจากจะได้เป็นการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้วัฒนธรรมจากถิ่นอื่นแล้ว การเรียนต่างประเทศยังเป็นการเปิดโลกกว้างให้เราได้สามารถทำในสิ่งที่เราไม่เคยทำอีกด้วย

ซึ่งประเทศที่คนไทยต้องการไปศึกษาต่อก็มีอยู่หลายประเทศด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย , สหรัฐอเมริกา ,สิงคโปร์ ,นิวซีแลนด์ ฯลฯ ซึ่งหากมองจากชื่อประเทศหลายคนคงทราบว่าประเทศเหล่านี้เป็นประเทศที่ได้มีการพัฒนาแล้ว เพราะฉะนั้นในเรื่องของการศึกษาก็จะต้องไม่สองรองใครอย่างแน่นอน

เช็คความพร้อมก่อนตัดสินใจไปเรียนต่างประเทศ
เช็คความพร้อมก่อนตัดสินใจไปเรียนต่างประเทศ

แต่หลาย ๆ คนที่มีความคิดที่อยากจะไปเรียนต่อต่างประเทศ เคยได้ถามหรือได้สำรวจตัวเองดูหรือยังคะ ว่าเหตุผลจริง ๆ ในการไปเรียนต่อต่างประเทศนั้นคืออะไร ? ไปแล้วจะได้รับความรู้หรือได้รับประสบการณ์เต็มที่หรือไม่ ? ฉะนั้นวันนี้จึงมีคำถามเล็ก ๆ มาให้ทุกคนได้เช็คความพร้อมในการไปเรียนต่อต่างประเทศกันค่ะ

  • อยากไปเรียนต่อหรือไปต่างประเทศ อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ของใครหลายคน หากมองเผิน ๆ คำถามนี้อาจจะดูเป็นคำถามเดียวกัน แต่หากมองจริง ๆ แล้วสองคำนี้ต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะหากตั้งใจจะไปเรียนก็ต้องมีคณะหรือสาขาในฝัน แต่บางคนอาจจะแค่อยากลองไปต่างประเทศ ดังนั้นก็ควรเลือกเรียนแบบคอร์สสั้น ๆ จะดีกว่าค่ะ
  • เรียนสาขาอะไรดี คำถามนี้อาจจะต้องมองการณ์ไกลสักนิด ว่าสิ่งที่ตัวเองชอบหรืออาชีพที่เราใฝ่ฝันคืออะไร หากตัดสินใจแล้วก็ไปที่คำถามต่อไปเลยค่ะ
  • ต้องใช้คะแนนสอบอะไรบ้าง ? การไปเรียนต่อประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ก็มักจะให้ยื่นคะแนนสอบภาษาอังกฤษประกอบการพิจารณาด้วย เช่น TOEFL และ IELTS ฉะนั้นก็ต้องศึกษารายละเอียดและเตรียมตัวในการสอบให้พร้อม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาภายหลัง
คำถามเช็คความพร้อมก่อนตัดสินใจไปเรียนต่างประเทศ
คำถามเช็คความพร้อมก่อนตัดสินใจไปเรียนต่างประเทศ
  • กำหนดเวลาสมัครเรียนให้เป๊ะ เมื่อมีมหาวิทยาลัยในใจแล้วก็จะต้องคอยติดตามข่าวสารการเปิดรับสมัครนักเรียนทางออนไลน์ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะต้องสมัครเรียนให้เสร็จสิ้นประมาณ 4-5 เดือนก่อนที่มหาวิทยาลัยจะเปิด ที่สำคัญเอกสารจำเป็นต่าง ๆ เช่น ใบรับรองแพทย์ ทรานสคริป ก็จะต้องเตรียมให้พร้อม เพื่อจะได้ไม่พลาดนั่นเอง
  • ค่าใช้จ่ายเพียงพอหรือไม่ ในสมัยนี้การไปเรียนต่อต่างประเทศก็มักจะมีทุนการศึกษาต่าง ๆ แต่บางที่ก็อาจจะให้แค่ทุนในเรื่องของการศึกษา แต่ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันก็ต้องเตรียมไปเอง ดังนั้นเรื่องนี้ถือว่าสำคัญมาก ๆ หากยังไม่แน่ใจว่าเพียงพอหรือไม่ ก็ลองศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับงานพาร์ทไทม์ที่ต่างประเทศ รับรองว่าช่วยแบ่งเบาได้เยอะเลยทีเดียว
  • ศึกษาชีวิตความเป็นอยู่ ทั้งในเรื่องของที่พัก มหาวิทยาลัย ร้านอาหาร รถสาธารณะต่าง ๆ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่จำเป็น ควรศึกษาให้ดีเพื่อวันที่ไปจริง ๆ จะได้รับมือได้ทัน
  • ขอทุนการศึกษาเพิ่ม ในหลาย ๆ ประเทศก็มักจะมีทุนการศึกษาให้กับนักเรียนต่างชาติ ให้กับนักเรียนที่มีผลการเรียนดี หรือมีกิจกรรมที่โดดเด่น ดังนั้นศึกษาเรื่องทุนของมหาวิทยาลัยไว้ล่วงหน้าก็จะช่วยประหยัดขึ้นเยอะเลยหล่ะค่ะ

เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับคำถามเช็คความพร้อมในการไปเรียนต่อต่างประเทศที่เรานำมาฝาก หากคุณตอบคำถามเหล่านี้ได้หมดและใจก็ยังต้องการไปเรียนต่ออยู่ นั่นก็แปลว่าคุณพร้อมจะไปรับความรู้ใหม่ ๆ แล้วหล่ะ!

ขอบคุณข้อมูล : Hotcourses Thailand

4 ขั้นตอน ตรวจคะแนนสอบครูผู้ช่วย 2563 ออนไลน์

สำหรับครูผู้ช่วย มีความหมายตามหลักกระทรวงศึกษาธิการ คือ เป็นข้าราชการที่พึ่งได้รับการบรรจุเข้าทำงานใหม่ ซึ่งมีความพร้อมระดับต้น โดยมีการเข้าหลักสูตรอบรมพัฒนามามากกว่า 2 ปี และจำเป็นต้องมีการสอบครูผู้ช่วยในแต่ละครั้งเพื่อได้ใบประกอบวิชาชีพครู นั่นเอง

ดังนั้นจึงไม่แปลกใจว่ามีข้าราชการใหม่ที่ทำการสอบแล้ว ต้องการตรวจสอบคะแนนสอบในปี 2563 นี้ กันอย่างคับคั่ง ทั้งทาง Facebook และ ออนไลน์ และวันนี้เรามีคำตอบกันว่าจะต้องตรวจสอบคะแนนจากที่ไหนได้บ้าง?

สอบครูผู้ช่วยจะได้ถึง 2 ตำแหน่ง ด้วยกันดังนี้

  • ตำแหน่งแรกจะเป็นตำแหน่งครูผู้ช่วย และ..
  • ตำแหน่งถัดมาจะใช้ชื่อว่า “ครู” และตามด้วยวิทยฐานะ เช่น ครูชำนาญการพิเศษ ครูเชี่ยวชาญพิเศษ ซึ่งแล้วแต่การสอบ และการอบรม

สำหรับเงินเดือนครูผู้ช่วย จะได้รับราวๆ 15,050 บาท ต่อเดือน ไปจนถึง 15,800 บาท ต่อเดือน แม้ว่าเป็นเงินเดือนที่ไม่ได้เยอะนัก แต่สามารถก้าวหน้าทางอาชีพไปได้อีกค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว

สอบเสร็จแล้ว – ตรวจคะแนนสอบครูผู้ช่วย ในปี 2563 ผ่านออนไลน์ ง่ายดี

การตรวจสอบ จะใช้ช่องทางออนไลน์ในการเช็คคะแนน โดยต้องเข้าไปที่ Link นี้

http://202.29.83.158/web/Application.htm?mode=initLogin

ซึ่งเป็นเว็บไซต์ Portal ของ สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อตรวจคะแนน การสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการ เป็นข้าราชการครูและบุคคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ปี 2563 นั่นเอง

สำหรับการตรวจสอบสามารถเลือกจังหวัด ใส่เลขบัตรประจำตัวประชาชน รวมถึงรหัสประจำตัวผู้สมัคร สำหรับ การเช็คคะแนน โดยสรุปดังนี้

  1. เลือกจังหวัดที่สอบคัดเลือก
  2. ใส่รหัสบัตรประชาชน
  3. ใส่รหัสประจำตัวผู้สมัคร
  4. เข้าสู่ระบบเพื่อเช็คคะแนน